"หากพวกเจ้าคิดว่าก้าวผ่านประตูบานนี้ไปได้ด้วยความรวดเร็ว แสดงว่าพวกเจ้ายังไม่รู้จักความกว้างใหญ่ของผืนฟ้าและผืนแผ่นดิน"
เสียงประกาศก้องกังวานดุจสายอสุนีบาตฟาดผ่ากลางใจชน สะท้อนก้องกังวานอยู่เบื้องหน้าซุ้มประตูหินสีนิลมหึมาที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า สลักอักษรโบราณสีทองเรืองรองสามคำ—‘สำนักเมฆาคารวะ’
เบื้องหน้าของหลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงในยามนี้ คือบันไดหินเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น ทอดยาวพาดผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมด้วยกลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ที่แห่งนี้คือสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบูรพา สถานที่ที่ผู้ฝึกตนหลายล้านชีวิตใฝ่ฝันอยากก้าวเข้ามาเป็นศิษย์ แต่มีเพียงหนึ่งในหมื่นคนเท่านั้นที่จะรอดชีวิตจากการทดสอบแรกกลับไปได้
หลี่เฟิงยืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีดำสนิท แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปเบื้องบน ร่างกายของเขายังคงแผ่ซ่านด้วยจิตวิญญาณแห่งมหาเทพกระบี่ แม้ในยามนี้ฐานะของเขาจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง แต่กระดูกและจิตวิญญาณหาได้ยอมจำนนต่อฟ้าดินไม่
ข้างกายเขา ไป๋อวี๋ชิง ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปราย เรือนร่างบอบบางแต่สง่างามดั่งนางพญาหงส์ ปล่อยไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกมารอบรัศมีสามเชือกจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางเหลือบสายตาอันเย็นชามามองหลี่เฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำฤดูหนาว
"อักขระโบราณบนซุ้มประตูนั้น... ไม่ใช่แค่ค่ายกลทดสอบพลังปราณธรรมดา แต่มันคือจิตวิญญาณกระบี่ที่ตกค้างจากบรรพจารย์รุ่นก่อน หากจิตใจไม่มั่นคงพอ เกรงว่าแม้แต่ก้าวเดียวก็อาจทำให้เส้นaspirationปราณแตกซ่านได้"
หลี่เฟิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความทะนงตนที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม เขาประสานมือไว้เบื้องหลัง น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวหลุดออกมาจากริมฝากสำนัก
"จิตวิญญาณกระบี่หรือ? น่าเสียดายที่ในสายตาของข้า ต่อให้เป็นกระบี่ของเซียนสวรรค์ หากไร้ซึ่งเจตจำนงที่แท้จริง ก็เป็นได้เพียงแค่เศษเหล็กขึ้นสนิม... อวี๋ชิง เจ้าคอยดูให้ดี วันนี้ข้าจะใช้สองเท้าคู่นี้เหยียบย่ำค่ายกลพันปีของพวกมันให้สิ้นซาก"
สิ้นคำกล่าว หลี่เฟิงก็ก้าวเท้าออกไปข้างหน้า ประทับรอยเท้าแรกบนขั้นบันไดหินขั้นที่หนึ่งทันที!
ตูม!
ราวกับมีค้อนเหล็กยักษ์นับแสนจンตกลงมาทับร่าง แรงกดดันมหาศาลพุ่งทะยานจากพื้นดินเข้าสู่จุดตันtianของหลี่เฟิงในชั่วพริบตา อักขระโบราณสีทองบนซุ้มประตูพลันเปล่งแสงเจิดจ้า ร้องคำรามราวกับสัตว์ป่าดุร้ายที่ตื่นจากการจำศีล แรงกดดันระดับปราณก่อเกิดขั้นสมบูรณ์แบบถาโถมใส่ร่างของเขาราวกับคลื่นสึนามิ
เส้นเลือดที่ขมับของหลี่เฟิงปูดโปน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แต่กระดูกสันหลังของเขากลับตั้งตรงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นไม่เพียงแต่ไม่หวั่นเกรง กลับทอประกายความดุดันและกระหายการท้าทายมากยิ่งขึ้น
"ฮ่าๆๆๆ! มีดีแค่นี้เองหรือ? สำนักเซียนอันดับหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่!" หลี่เฟิงคำรามก้องในลำคอ ปล่อยพลังปราณมังกรทะยานฟ้าพ่นทะลักออกมาจากร่าง ต่อต้านแรงกดดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว
ไป๋อวี๋ชิงมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ไหววับ นางลอบถอนหายใจเบื้องใน แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีความลับมากมายซ่อนอยู่ แต่การเผชิญหน้ากับค่ายกล "อักขระดาราผนึกสวรรค์" ด้วยร่างกายระดับนี้ นับว่าบ้าบิ่นยิ่งนัก นางไม่รอช้า ขยับเรียวขาอันงดงามก้าวตามขึ้นไปเคียงข้าง กระบี่เหมันต์ในฝักข้างกายสั่นระริก ปลดปล่อยไอเย็นบริสุทธิ์เข้าช่วยต้านทานแรงกดดันรอบด้านที่พยายามบดขยี้พวกเขา
เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง...
ก้าวที่สิบ... อากาศเริ่มบิดเบี้ยว ร่างกายของหลี่เฟิงสั่นสะท้านเล็กน้อย
ก้าวที่ห้าสิบ... เสียงคำรามของอักขระโบราณดังก้องสะท้านฟ้าดิน ผู้ฝึกตนรอบด้านที่มารอทดสอบต่างล้มพับลงไปกองกับพื้น กระอักเลือดสดๆ ออกมาด้วยความหวาดกลัว
ก้าวที่ร้อย...
ทันใดนั้นเอง ม่านหมอกหนาทึบบนยอดบันไดก็ม้วนตัวเข้าหากันอย่างรุนแรง กลายเป็นร่างเงาโปร่งแสงขนาดมหึมาของผู้อาวุโสสวมชุดคลุมลายดารา มือถือกระบี่โบราณที่แผ่รังสีสังหารอันเย็นเยียบ ร่างเงานั้นจ้องมองหลี่เฟิงด้วยดวงตาสสีแดงฉาน ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
"บังอาจนัก! สศิษย์นอกสำนักสามหาว กล้าดียังไงถึงเดินขึ้นบันไดสวรรค์ด้วยท่าทีเย่อหยิ่งเช่นนี้ จงคุกเข่าลงเสีย! มิฉะนั้นวิญญาณของเจ้าจะถูกผนึกไว้ใต้ซุ้มประตูนี้ไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"
แรงกดดันระดับ "ปราณวิญญาณแท้จริง" กดทับลงมาทันที ทำให้พื้นที่รอบกายของหลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงแตกร้าวเป็นรอยแยกนับพันสาย ไป๋อวี๋ชิงนิ้วเรียวยาวแตะที่ด้ามกระบี่เหมันต์ แววตากลายเป็นสีฟ้าครามดุจน้ำแข็งเตรียมชักกระบี่ออกฆ่าฟัน
ทว่า หลี่เฟิงกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเด่นชัด
"คุกเข่า? แม้แต่เงาของเซียนบรรพกาล ยังไม่มีสิทธิ์ให้ข้าคุกเข่าด้วยซ้ำ!"
หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนถึงขีดสุด พลังปราณทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตัดผ่านม่านเมฆจนเกิดเสียงคำรามกึกก้อง ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าหาร่างเงาบรรพจารย์ผู้นั้นด้วยมือเปล่า โดยไม่เกรงกลัวต่อคมกระบี่โบราณแม้แต่น้อย!
ในเสี้ยววินาทีที่หมัดของหลี่เฟิงกำลังจะปะทะเข้ากับคมกระบี่ของร่างเงาบรรพจารย์ บรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด... ทว่า ท่ามกลางความเงียบนั้น กลับมีเสียงปรบมือดังขึ้นจากมุมมืดหลังซุ้มประตูหิน เป็นเสียงปรบมือที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยจิตสังหารอันล้ำลึก
"ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่อวดดีเสียจริง... น่าเสียดายที่คนอวดดีเช่นนี้ มักจะมีอายุสั้นเสมอ"
เสียงทุ้มต่ำลึกลับดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษชุดเทาผู้หนึ่ง ที่ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ เบื้องหน้าหลี่เฟิงในระยะประชิด โดยที่ไม่มีใครสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เลยแม้แต่น้อย!
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 13
ประตูสำนักเมฆาคารวะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!