"ตัวอักษรเซียนโบราณพวกนี้... ช่างโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความทะนงตนอย่างถึงที่สุดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายใน "หอคัมภีร์หมื่นสวรรค์" ชั้นที่เก้า ชั้นสูงสุดที่แม้แต่เหล่าผู้วิอาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยยังไม่กล้ากรายกลายเข้าใกล้เกินสามก้าว
เบื้องหน้าของหลี่เฟิง คือแผ่นหินศิลาโบราณสีดำสนิทที่สลักลวดลายอักขระยุคบรรพกาล มันเปล่งแสงเรืองรองสีครามจางๆ แผ่ไอสังหารและแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับจนศิษย์สายในหลายคนกระอักเลือด ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที
รอบกายของเขาในเวลานี้ มีแต่สายตาดูแคลน สมเพช และรอคอยการเยาะเย้ยถากถางจากเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์อัจฉริยะตระกูลใหญ่
"เจ้าสวะหลี่เฟิง! อย่าได้บังอาจสามหาม!" ผู้อาวุโสลำดับสามนามว่า 'ฮั่วไห่' ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว เคราสีเทาไหวระริกตามแรงอารมณ์ "แผ่นหินศิลานี้บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักทิ้งไว้ ผ่านกาลเวลาร้อยปี ผู้อาวุโสและปรมาจารย์นับร้อยล้วนจนปัญญา เจ้าเป็นแค่เด็กเหลือขอขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสาม กล้าดีอย่างไรจึงมากล่าววาจาอวดดีเช่นนี้!"
"ร้อยปีที่พวกโง่เง่าไร้ความสามารถแก้ไม่ออก ไม่ได้หมายความว่ากาลเวลาจะไร้ทางออก" หลี่เฟิงปรายตามองฮั่วไห่เพียงนิด ดวงตาคู่คมกริบราวกับกระบี่เพชรที่ซ่อนคมในฝักคู่นั้นสะท้อนความเย็นชาล้ำลึก "ความรู้ของพวกท่าน เป็นเพียงกบในกะลาครอบที่มองฟ้าผ่านปากบ่อแคบๆ เท่านั้น"
"เจ้า!" ฮั่วไห่หน้าดำคร่ำเครียด ฝ่ามือหนาตบลงบนที่วางแขนจนแหลกละเอียด ปราณแท้จริงระเบิดออกมาราวกับคลื่นพายุ ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
*ฟรึ่บ!*
เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาน้ำแข็งก็ก้าวออกมายืนขวางเบื้องหน้าหลี่เฟิงอย่างเงียบเชียบ ไป๋อวี๋ชิงมิได้กล่าววาจาใด นางเพียงชักกระบี่เหมันต์ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ไอความเย็นเยือกที่สะท้านสะเทือนถึงจิตวิญญาณก็แผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งหอคัมภีร์ทันที อุณหภูมิลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
นางเซียนผู้เยือกเย็นและงดงามล่มเมืองผู้นี้ไม่เคยเอ่ยวาจาปกป้องผู้ใด แต่การกระทำของนางชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับหมื่นคำ—ผู้ใดต้องการแตะต้องหลี่เฟิง ผู้นั้นต้องผ่านกระบี่เหมันต์ในมือของนางไปก่อน!
"อวี๋ชิง เจ้า... เจ้าถึงกับปกป้องศิษย์สวะผู้นี้หรือ?" ฮั่วไห่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง แต่ก็ต้องชะงักงันเมื่อเผชิญหน้ากับจิตสังหารอันบริสุทธิ์และทรงพลังของหญิงสาว
หลี่เฟิงยื่นมือไปแตะไหล่บางของไป๋อวี๋ชิงเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่มาจากกายของนาง แต่หัวใจของเขากลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นยามเอ่ยกับนาง "อวี๋ชิง เก็บกระบี่เถอะ คนพวกนี้... ไม่คู่ควรให้เจ้าต้องเปลืองแรงหรอกครับ"
ไป๋อวี๋ชิงพยักหน้าน้อยๆ แววตาที่มองหลี่เฟิงทอประกายอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะถอยกลับไปยืนเคียงข้างเขาเช่นเดิมอย่างสง่างาม
หลี่เฟิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับแผ่นหินศิลาโบราณอีกครั้ง ในห้วงความคิดของอดีตมหาเทพกระบี่ ความทรงจำอันยาวนานนับหมื่นปีไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก อักขระบนแผ่นหินนี้หาใช่อักษรเซียนโบราณลึกลับอันใดไม่ แต่มันคือ "ค่ายกลสะกดวิญญาณเก้าสวรรค์" รูปแบบหนึ่งที่ใช้ทดสอบจิตใจของผู้บำเพ็ญเพียร หากใช้กำลังฝืนทำลาย มีแต่จะถูกสะท้อนพลังย้อนกลับจนธาตุไฟเข้าแทรก
ทว่า... วิธีแก้ที่แท้จริงหาใช่การใช้กำลัง
หลี่เฟิงหลับตาลงชั่วพริบตา ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างโคจรหมุนวนตามเคล็ดวิชา "สยบวิญญาณเซียน" ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ออกไปเบื้องหน้า วาดเขียนกลางอากาศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
*วิ้ง—!*
แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา สะท้อนใส่อักขระบนแผ่นหินศิลาทีละตัว ทีละตัว...
จังหวะนั้นเอง บรรยากาศภายในหอคัมภีร์หมื่นสวรรค์พลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า เสียงลมหายใจของทุกคนขาดหุบไปชั่วขณะ อักขระสีครามที่เคยดื้อรั้นและแผ่ไอสังหาร กลับเปล่งประกายสว่างไสวอ่อนโยนราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี เสียงดนตรีบรรเลงจากสวรรค์ดังแว่วกังวานขึ้นมาจากความว่างเปล่า
รอยร้าวบนแผ่นหินศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านมานับร้อยปี ค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนที่มันจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดั่งหิมะในฤดูใบไม้ผลิ!
"เป็น... เป็นไปไม่ได้!" ผู้อำนวยการหอคัมภีร์ผู้เฒ่าผู้เก็บตัวเงียบมาตลอดสามสิบปี ถึงกับกระโจนออกมาจากเงาความมืด ใบหน้าชราภาพเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนบิดเบี้ยว "อักษรเซียนบรรพกาล... ถูกไขกระจ่างแล้ว! เขากระทำมันได้ด้วยมือเปล่า!"
เหล่าศิษย์อัจฉริยะที่เคยหัวเราะเยาะหลี่เฟิง ต่างอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อสายตา ความรู้ระดับมหาเทพที่หลี่เฟิงแสดงออกมาในวันนี้ ได้สั่นคลอนรากฐานความเชื่อของทุกคนในสำนักกระบี่เมฆาคล้อยจนหมดสิ้น
หลี่เฟิงยืนสง่านิ่ง ปราณกระบี่รอบกายพวยพุ่งเสียดฟ้า ขอบเขตพลังยุทธของเขาจากหลอมรวมลมปราณขั้นสาม กำลังจะทะלוวาดผ่านประตูสวรรค์เข้าสู่ "ขอบเขตแก่นแท้ปราณ" ในอีกไม่กี่อึดใจนี้!
ทว่า... ในวินาทีที่ละอองแสงสีทองจางหายไป เสียงระฆังโบราณเก้าครั้งก็ดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขาหลัก
*ก๊องงงง—!*
สีหน้าของผู้อาวุโสฮั่วไห่และผู้อำนวยการหอคัมภีร์เปลี่ยนเป็นซีดเผือดไร้สีเลือดทันที ราวกับเพิ่งนึกถึงเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวบางอย่างขึ้นมาได้
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นที่ขอบหน้าต่างชั้นที่เก้าอย่างเงียบเชเชียบราวกับภูตผี ไร้ซึ่งซุ่มเสียง ไร้ซึ่งไอปราณ ทว่ากลับทำให้ห้วงอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นรูโหว่
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมนัก หลี่เฟิง... ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าพบเสียที"
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 14
หอคัมภีร์หมื่นสวรรค์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!