เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ภายในโถงรับรองแคว้นบูรพา หาได้ทำให้สีหน้าของหลี่เฟิงแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย เขานั่งไขว่ห้าง จิบชาสมุนไพรชั้นเลวที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแขกไร้ชื่อเสียงอย่างเงียบเชียบ ราวกับเสียงนินทาทั้งหมดเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดหญ้าข้างทาง
"ช่างน่าขันยิ่งนัก... สำนักกระบี่เมฆาอัคคีอันดับหนึ่งแห่งแคว้นทักษิณ เหตุใดจึงตกต่ำถึงขนาดส่งศิษย์ไร้รากฐานผู้หนึ่งมาเข้าร่วมงานชุมนุมยุทธ์ร้อยสำนักได้? หรือว่า... ย우ดสำนักนั้นไม่มีผู้ใดใช้การได้อีกแล้ว?"
ผู้ที่เอ่ยวาจาดูถูกเหยียดหยามคือ หานเทียนซื่อ ศิษย์สายตรงขั้นจิตวิญญาณแท้จริงขั้นที่ห้าแห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์ ร่างกายของมันกำยำล่ำสัน สวมเกราะหนังอสูรโลหิต แววตาทอประกายกร้าวด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนตามประสาอัจฉริยะที่เกิดมาบนกองเงินกองทองและทรัพยากรบำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน รอบกายมันยังมีศิษย์พี่ศิษย์น้องจากสำนักใหญ่คอยส่งเสียงหัวตรึงสมทบอย่างสนุกสนาน
หลี่เฟิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบเบาหูแต่มันกลับดังก้องกังวานในโถงกว้างจนทุกคนต้องหุบปากลงชั่วขณะ เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นบนอาภรณ์สีเทาเรียบง่ายด้วยกิริยาอันเชื่องช้า สงบ และเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นลึกล้ำ ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด
ไป๋อวี๋ชิง ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนหิมะ นางไม่ได้กล่าววาจาใดๆ ตั้งแต่ต้น ดวงตาดั่งหงส์คู่สวยเหลือบมองหานเทียนซื่อเพียงชั่วแวบเดียว แววตานั้นว่างเปล่า เย็นชา และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันบางเบาที่กดดันให้หานเทียนซื่อรู้สึกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มจ่ออยู่ที่ต้นคอ
"แม่นางน้อยผู้นี้... หน้าตางดงามล่มเมืองยิ่งนัก เหตุใดจึงต้องมาติดตามเศษสวะที่แม้แต่ลมปราณแท้จริงยังไม่อาจหลอมรวมได้เล่า?" หานเทียนซื่อหัวเราะในลำคอเบาๆ แม้จะรู้สึกหวาดกลัวจิตสังหารของนางเซียนข้างกายหลี่เฟิง แต่วิสัยแห่งคนพาลย่อมไม่อาจหยุดยั้งวาจาถากถางได้ "หากเจ้าเปลี่ยนใจมาอยู่ใต้ร่มเงาของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ข้า รับรองว่าทรัพยากรเม็ดยาและศิลาวิญญาณระดับสูงจะกองอยู่ตรงหน้าเจ้าจนนับไม่ถ้วน!"
"เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว..." หลี่เฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความกดดันระดับมหาเทพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
"โอ้? ศิษย์สวะเช่นเจ้าคิดจะสั่งสอนข้าผู้เป็นถึงอัจฉริยะแห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์อย่างนั้นหรือ?" หานเทียนซื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังปราณสีแดงฉานระเบิดออกรอบกายจนโต๊ะเก้าอี้ไม้บริเวณนั้นแหลกสลายเป็นผุยผง มันย่างสามขุมเข้ามาหาหลี่เฟิงด้วยความคุกคาม "ข้าจะให้โอกาสเจ้ากราบเท้าขอขมาแล้วคลานออกไปจากที่นี่เสีย มิฉะนั้น... วันนี้กระบี่ในมือข้าคงต้องเปื้อนเลือดสวะเช่นเจ้าให้แปดเปื้อนเสียแล้ว"
บรรยากาศภายในโถงรับรองพลันตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ศิษย์จากสำนักต่างๆ ต่างพากันถอยร่นออกไปเป็นวงกว้าง พร้อมส่งสายตาสมเพชและรอคอยชมความฉิบหายของเด็กหนุ่มผู้ไม่เจียมตัว
หลี่เฟิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม เขาไม่ได้ชักกระบี่หิมะครามที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาแม้แต่น้อย ร่างกายของเขากลับผ่อนคลายอย่างไร้ช่องโหว่ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บจ้องมองไปยังหานเทียนซื่อราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
"กระบี่... ใช้สำหรับตัดศีรษะผู้มีนามมีเกียรติ มิใช่สำหรับจัดการกับสุนัขรับใช้ที่เห่าหอนไปวันๆ" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่น่าเกรงขาม "สำหรับคนเช่นเจ้า... ใช้เพียง 'หมัด' นี้ก็เกินพอแล้ว"
"ไอ้สารเลว! ตายเสียเถอะ!"
หานเทียนซื่อบันดาลโทสะจนหน้าดำคร่ำเครียด หมัดขวาของมันรวบรวมลมปราณอัคคีโลหิตจนเกิดเสียงคำรามดั่งพยัคฆ์ร้ายสะท้านฟ้า หมัดนี้ทรงพลังถึงขนาดทำลายศิลาผาได้ทั้งก้อน มันพุ่งเข้าใส่หน้าอกของหลี่เฟิงด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมคม
ผู้คนในโถงต่างพากันอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจทนดูภาพศิษย์สำนักเล็กถูกหมัดอัจฉริยะทะลวงร่างจนแหลกเหลวได้
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ร่างของหลี่เฟิงกลับขยับราวกระแสธารที่ไหลรินอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งร่องรอยของวิชาตัวเบาฟุ่มเฟือย แต่กลับหลบหลีกหมัดอันทรงพลังนั้นได้อย่างเฉียดฉิวอย่างไม่น่าเชื่อ
วิชาวิถีหมัดดาราจักร... กระบวนท่าที่หนึ่ง: คลื่นสะท้อนสุริยัน!
หลี่เฟิงก้าวเท้าเข้าประชิดตัวหานเทียนซื่อในพริบตา มือขวาที่กำปั้นหลวมๆ ถูกซัดออกไปด้วยวิถีที่เรียบง่ายแต่ลึกล้ำ ส਼ายลมรอบทิศทางพลันหมุนวนราวกับพายุหมุนขนาดจิ๋ว พลังปราณแท้จริงสีครามเข้มระเบิดออกมาจากจุดตันtianโดยตรง ปะทะเข้ากับลิ้นปี่ของหานเทียนซื่ออย่างแม่นยำดั่งจับวาง
ตูม!
เสียงระเบิดทึบดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกอันมหาศาลไม่ได้เพียงแค่ผลักร่างของหานเทียนซื่อให้กระเด็นถอยหลังเท่านั้น แต่คลื่นพลังปราณยังทะลวงทะدرุผ่านแผ่นหลังของมัน จนเกิดเป็นหลุมลึกบนพื้นศิลาเบื้องหลัง
ร่างกำยำของหานเทียนซื่อแข็งค้าง ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด กระดูกซี่โครงหักละเอียดนับสิบท่อน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากและจมูกราวกับเขื่อนแตก เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกพื้นจนแผ่นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งโถงรับรอง ทุกผู้คนต่างอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ อัจฉริยะขั้นจิตวิญญาณแท้จริงขั้นที่ห้าแห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์... กลับถูกศิษย์สำนักเล็กผู้ไร้ชื่อเสียงซัดล้มคว่ำด้วยหมัดเดียวโดยไม่ต้องชักอาวุธ?!
"นี่... นี่มันวิชาอันใดกัน?" ศิษย์สำนักใหญ่คนหนึ่งพึมพำออกมาด้วยความหวาดกลัว
หลี่เฟิงยืนสงบนิ่ง ปัดมือเบาๆ ราวกับเพิ่งปัดฝุ่นละอองบนบ่า เขาเหลือบมองหานเทียนซื่อที่นอนหมดสภาพบนพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตใจของทุกคนในที่นั้น
"จำไว้... อย่าได้เอาความไร้ความสามารถของพวกเจ้า มาตัดสินวิถีของผู้อื่น"
ทว่า ท่ามกลางความตกตะลึงและเสียงซุบซิบนินทาที่เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แว่นตาของหลี่เฟิงกลับหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณอันแปลกประหลาดและทรงพลังอย่างยิ่งที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้โถงรับรองแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
ประตูไม้บานใหญ่ของโถงถูกผลักเปิดออกด้วยแรงกดดันอันมหาศาลที่ทำให้ผู้คนนับร้อยแทบทรุดฮวบลงคุกเข่า เงาร่างหนึ่งก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นสะทรรศน์ไปถึงวิญญาณ
"ช่างเป็นหมัดที่ยอดเยี่ยมนัก... แต่เจ้าคงไม่รู้สินะว่า สุนัขที่เจ้าเพิ่งสั่งสอนไปเมื่อครู่ คือน้องชายแท้ๆ ของ 'ราชันกระบี่โลหิต' ผู้รั้งอันดับสามในทำเนียบร้อยอัจฉริยะสวรรค์!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมาครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 15
การดูแคลนของเหล่าอัจฉริยะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!