*“ช่างเป็นหมัดที่ยอดเยี่ยมนัก... แต่เจ้าคงไม่รู้สินะว่า สุนัขที่เจ้าเพิ่งสั่งสอนไปเมื่อครู่ คือน้องชายแท้ๆ ของ 'ราชันกระบี่โลหิต' ผู้รั้งอันดับสามในทำเนียบร้อยอัจฉริยะสวรรค์!”*
เสียงหัวeเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด ทว่าบนลานประลองหินอัคนีเบื้องหน้า หลี่เฟิงกลับมิได้แสดงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่นคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองไปยังคู่ต่อสู้ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ของเหล่าศิษย์และผู้วิเศษแห่งสำนักเมฆาอัคคีที่ต่างส่งเสียงฮือฮากันระงม
นี่คือมหกรรมประลองประจำปี... "ประลองกระบี่เจ็ดดาว"
บนอัฒจันทร์ประธาน เจ้าสำนักเมฆาอัคคี 'เทียนเจี้ยน' นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พยัคฆ์สลักลาย มัสยุกหนาครึ้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม สายตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจับจ้องร่างของหลี่เฟิงไม่วางตา ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อครู่ ศิษย์สายในและผู้วิเศษหลายคนต่างคาดเดาจุดจบอันน่าอนาถของเด็กหนุ่มผู้บังอาจลบหลู่เกียรติยศของราชันกระบี่โลหิต แต่ทว่า... ยิ่งหลี่เฟิงนิ่งสงบมากเท่าใด พลังกดดันอันไร้รูปที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างหายใจติดขัดมากขึ้นเท่านั้น
"เจ้าเด็กสารเลว หลี่เฟิง! วันนี้ต่อให้เจ้าคุกเข่าโขกศีรษะจนเลือดสาด ศิษย์พี่ใหญ่ราชันกระบี่โลหิตก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!"
เสียงคำรามด้วยความแค้นดังขึ้นจาก 'จ้าวหรง' ศิษย์สายในอันดับต้นๆ ผู้ถือครองกระบี่เหล็กนิลกาฬ เขากระโจนขึ้นสู่ลานประลองด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว ปราณอัคคีสีชาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นความร้อนระอุ
หลี่เฟิงเพียงแค่เหลือบตามองคู่ต่อสู้ เขายังคงยืนเอามือไขว่หลังอย่างสบายอารมณ์ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเย้ยหยันและทระนงตนในคราเดียว
"ราชันกระบี่โลหิตงั้นหรือ..." หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงระฆังสำนักที่ตีประกาศิตจากสรวงสวรรค์ "ในสายตาของข้า คนผู้นั้นก็เป็นเพียงมดปลวกที่ฝึกฝนวิชานอกรีตจนหลงลืมแก่นแท้ของวิถีกระบี่ หากเขาอยากลองดีนัก ข้า... หลี่เฟิง ผู้นี้ ยินดีสอนสั่งให้เขารู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เอง"
สิ้นคำพูดของเขา ลานประลองทั้งลานก็พลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปราวกับคลื่นใต้น้ำ เหล่าผู้อาวุโสต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความอวดดีอย่างไร้ขีดจำกัดนี้ ไม่เคยปรากฏขึ้นในสำนักเมฆาอัคคีมานานนับร้อยปีแล้ว!
"สามหยิ่งนัก!" จ้าวหรงแผดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนทั่วลำคอ "รับกระบวนท่า! 'อัคคีผลาญนภา'!"
พรึบ!
กระบี่เหล็กนิลกาฬในมือของจ้าวหรงถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ประกายไฟสีชาดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับเสาเพลิงยักษ์ แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่ายกดทับลงมาบนร่างของหลี่เฟิงจนพื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว ท่ามกลางกระแสลมพายุเพลิงที่โหมกระหน่ำ จ้าวหรงพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง ประกายกระบี่นับร้อยสายถักทอเป็นตาข่ายเพลิงมรณะ หมายจะเผาผลาญหลี่เฟิงให้มอดไหม้เป็นจุลในกระบวนท่าเดียว!
ทว่า... หลี่เฟิงยังคงไม่ขยับเขยื้อน
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ช่วงเวลาที่กระบี่เพลิงพุ่งเข้ามาประชิดตัว ห่างเพียงแค่คืบเดียว ประกายตาสีดำสนิทก็พลันเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามวูบหนึ่ง
วิ้ง—!
เสียงกระบวนท่ากระบี่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของมังกรฟ้าที่หลับใหล
ไม่มีใครมองทันว่าหลี่เฟิงชักกระบี่ออกจากเอวตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกที... แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกยามเหมันต์ก็พาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย มันคือความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่ากาลเวลา ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้าปกคลุมลานประลองในพริบตา จนเปลวเพลิงสีชาดของจ้าวหรงต้องมอดดับลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว กระบี่เหล็กนิลกาฬในมือของจ้าวหรงหักสะบั้นออกเป็นสองท่อนในทันที แรงสะท้อนจากคมกระบี่ทำให้ร่างของจ้าวหรงกระเด็นย้อนกลับไปราวกระสอบทราย กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตก่อนจะร่วงหล่นกระแทกพื้นลานประลองอย่างหมดสภาพ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้... มันเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดจนแทบหยุดหายใจ
บนอัฒจันทร์ประธาน เจ้าสำนักเทียนเจี้ยนผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง ออร่ากระบี่เมื่อครู่นี้... มันบริสุทธิ์ยิ่งกว่ากระบี่วิญญาณระดับนภาเสียอีก เด็กหนุ่มผู้นี้ใช้เคล็ดวิชาอันใดกันแน่ ถึงสามารถทำลายกระบวนท่าอันทรงพลังของจ้าวหรงได้ด้วยการสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียวโดยไม่ใช้ปราณคุ้มกันร่าง?
ในมุมมืดของลานประลอง หญิงสาวผู้หนึ่งยืนกอดอกพิงเสาหินด้วยท่าทีเยือกเย็น นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสาวจากแดนสวรรค์ ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าในดวงตาคู่สวยที่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง กลับทอประกายความสนใจและความพึงพอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง นางคือ 'ไป๋อวี๋ชิง' นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ ผู้ที่ไม่เคยชายตาดูลมหายใจของบุรุษใดในใต้หล้า... แต่วันนี้ สายตาของนางกลับจับจ้องอยู่เพียงร่างของหลี่เฟิงผู้ยืนถือกระบี่อยู่กลางลานประลองเท่านั้น
"น่าสนใจ..." ไป๋อวี๋ชิงพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม "วิชากระบี่นี้... มีกลิ่นอายของแดนสวรรค์ที่สูญหายไป เจ้าเด็กคนนี้ซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่"
กลางลานประลอง หลี่เฟิงค่อยๆ เก็บกระบี่เข้าฝักอย่างนุ่มนวล เขาไม่ได้แม้แต่จะชายตามองจ้าวหรงที่นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดบนพื้น ทว่าสายตากลับเงยขึ้นประสานกับเจ้าสำนักเทียนเจี้ยนบนอัฒจันทร์ประธานอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
"การประลองกระบี่เจ็ดดาวปีนี้ ดูท่าจะน่าเบื่อกว่าที่คิด" หลี่เฟิงกล่าวเบาๆ แต่พลังปราณที่ขับเคลื่อนทำให้ทุกคนได้ยินชัดเจน "หากสำนักเมฆาอัคคีมีฝีมือได้เพียงเท่านี้ เกรงว่าข้าคงต้องไปหาคู่มือที่คู่ควรใน 'ดินแดนลับแลอัคคีสวรรค์' เสียแล้วกระมัง"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการท้าทายอำนาจสูงสุดของสำนักโดยตรง บรรดาผู้อาวุโสต่างโกรธเกรี้ยวจนหนวดกระดิก เตรียมจะพุ่งเข้ามารุมประชาทัณฑ์เด็กหนุ่มผู้จองหองผู้นี้
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมอกสีดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองที่ผ่าผ่าลงมากลางลานประลอง!
เปรี้ยง!
แรงระเบิดจากสายฟ้าสวรรค์ทำให้ทุกคนต้องยกแขนขึ้นป้องกันแสงอันเจิดจ้า และเมื่อแสงนั้นจางลง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายกระบี่โลหิตสีแดงฉาน ก็ปรากฏกายขึ้นยืนตระหง่านอยู่บนยอดเสาหินประลองเบื้องหน้าหลี่เฟิง
"เจ้าคือหลี่เฟิง ผู้ที่สังหารน้องชายของข้าสินะ..." เสียงทุ้มต่ำราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับแรงกดดันระดับ 'แดนราชันย์ปราณ' ที่แผ่ขยายออกมาราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนร่างของทุกคนในสำนัก
หลี่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาอันคมกริบและดุดันยิ่งกว่าเดิม...
ตัวจริงของ 'ราชันกระบี่โลหิต' ก้าวเข้ามาเหยียบถึงที่นี่แล้ว!
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนพลังใจให้แก่ข้าพเจ้าเสมอมานะครับ
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 16
ประลองกระบี่เจ็ดดาว
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!