ความมืดมิดในห้วงเหวลึกมิใช่ความว่างเปล่า หากแต่เป็นมหาสมุทรแห่งจิตมารที่อัดแน่นด้วยความโลภ ความแค้น และวิญญาณนับล้านที่แหลกสลาย แรงกดดันระดับมหาศาลบดขยี้กระดูกทุกนิ้วข้อของหลี่เฟิงจนส่งเสียงลั่นกรอบราวกับกิ่งไม้แห้ง เลือดสีชาดสดไหลทะลักจากมุมปากของเขาหยดลงสู่ความเวิ้งว้าง แต่ดวงตาคู่นั้นหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มีเพียงประกายความทะนงตนดุจพญาอินทรีที่มองพายุร้ายด้วยความเหยียดหยัน
"เฟิงหลาง..."
เสียงหวานล้ำที่มักราบเรียบราวน้ำค้างแข็งในยามปกติ บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อย ไป๋อวี๋ชิงพยายามฝืนร่างที่ไร้เรียี่ยวแรงพุ่งเข้ามาประคองเขา ทว่าไอปีศาจสีดำทมิฬเบื้องล่างกลับแปรสภาพเป็นโซ่ตรวนนับหมื่นสาย พุ่งเข้าพันธนาการเรียวขาบอบบางของนางไว้แน่น นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งวังเหมันต์กระอักโลหิตสีเงินบริสุทธิ์ออกมาคำโต รัศมีกระบี่เหมันต์รอบกายหรี่แสงลงจนแทบจะดับสูญ
หลี่เฟิงกวาดสายตามองสตรีผู้ยอมสละแม้กระทั่งลมหายใจเพื่อเคียงข้างเขา ในอกข้างซ้ายเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกผูกพันที่มหาเทพผู้โดดเดี่ยวในอดีตชาติไม่เคยเข้าใจ นี่คือวิถีแห่งปุถุชนที่เต็มไปด้วยห่วงหาอาทร แต่มันกลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกาย "เต๋า" ในใจเขาให้ลุกโชนถึงขีดสุด
"อวี๋ชิง... ถอยไป"
หลี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตสวรรค์ เขาค่อยๆ ยืนหยัดขึ้นท่ามกลางแรงโน้มถ่วงที่บดขยี้วิญญาณ กระดูกสันหลังที่งอลงเพราะแรงกดทับค่อยๆ ยืดเหยียดตรงขึ้นทีละน้อย สองมือประสานกันเป็นอินทรีย์ประทับตรา เคล็ดวิชา "บรรพกาลพลิกฟ้า" ที่หลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งจิตวิญญาณเริ่มหมุนวน
ตูม!
ห้วงอากาศรอบกายระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงปะทะสะท้อนก้องจนผนังหินรอบเหวลึกพังทลาย ปีศาจโบราณนับร้อยที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่กดขี่พวกมันโดยธรรมชาติ—กลิ่นอายของ "กายาเทวะบรรพกาล" ที่สูญหายไปจากยุคสมัยอันยาวนาน
"เจ้า... เจ้ามนุษย์สารเลว เป็นไปได้อย่างไร! ร่างเนื้อเช่นนี้ย่อมต้องแหลกสลายไปนานแล้ว!" เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องมาจากใจกลางความมืด พร้อมกับเงาร่างมหึมาของอสูรบรรพกาลที่มีดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิต มันคือ "ราชันปีศาจเพลิงทมิฬ" ผู้ปกครองขุมนรกแห่งนี้มานับหมื่นปี
หลี่เฟิงแย้มยิ้ม มุมปากที่เปื้อนคราบเลือดยิ่งขับเน้นความหล่อเหลาที่เย่อหยิ่งและอันตราย เขาไม่แม้แต่จะชายตามองมัน ดวงตาคู่นั้นจับจ้องเพียงความว่างเปล่าเบื้องหน้า ขณะที่เสียงหัวใจของเขาเริ่มเต้นระรัวราวกับกลองศึกโบราณ—ตึก! ตึก! ตึก! ทุกครั้งที่หัวใจเต้น ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามเรืองรองขึ้นทีละนิด จนในที่สุด มันก็สطว่างจ้าจนรัศมีสีทองนั้นแผ่ขยายออกไปขับไล่ความมืดมิดรอบด้านให้มลายหายไปในพริบตา
"เจ้าคิดว่าเก้าชั้นฟ้าสวรรค์และขุมนรกภูมิแห่งนี้ แยกออกจากกันด้วยสิ่งใดหรือ?"
หลี่เฟิงเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่มันกลับสั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าแห่งกฎเกณฑ์ของดินแดนแห่งนี้ ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนสภาพ ผิวหนังปรากฏอักขระโบราณสีทองคำเปล่งแสงระยิบระยับ กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นด้วยพลังปราณดิบที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่ายามปกติถึงร้อยเท่า นี่คือการ "ปลดผนึก" กายาเทวะขั้นสมบูรณ์แบบ!
"อึก... งดงามยิ่งนัก..." ไป๋อวี๋ชิงพึมพำเบาๆ นางแหงนมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ที่ยืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รัศมีสีทองนั้นอุ่นสบายและทรงพลังจนสามารถละลายความหนาวเหน็บทั้งหมดในจิตใจนางได้ หลี่เฟิงในยามนี้มิใช่เพียงแค่ศิษย์สำนักกระบี่มารฟ้าอีกต่อไป แต่เขาคือเทพสงครามผู้จุติลงมาเพื่อกวาดล้างสิ่งโสมมทั้งปวง
"หากฟ้าดินไม่เมตตา งั้นข้าก็จะใช้สองมือนี้แหละ... แหวกมันออกเสีย!"
สิ้นเสียงคำรามของหลี่เฟิง ร่างกายของเขาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับดาวตกสีทองคำ พลังหมัดที่อัดแน่นด้วยสัจธรรมแห่งการทำลายล้างและสร้างใหม่ถูกซัดออกไปตรงๆ มิได้ใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่ากลับทรงพลังจนฉีกกระชากมิติรอบด้านให้เกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิท
ตูมมมมม!
หมัดเดียวสยบฟ้าดิน! ราชันปีศาจเพลิงทมิฬที่ภาคภูมิใจในร่างอมตะของตนมาเนัดนาน เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อหมัดสีทองนั้นปะทะเข้ากับกรงเล็บของมัน แรงระเบิดมหาศาลแผ่ขยายเป็นวงกว้างนับพันลี้ ร่างมหึมาของอสูรบรรพกาลสั่นสะท้าน เกล็ดสีดำที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กไหลแตกละเอียดเป็นผุยผง เลือดสีดำพวยพุ่งราเชมิ่นน้ำพุร้อนกลางห้วงอากาศ
"อ๊ากกกก! พลังบ้าอะไรกันนี่... เจ้าไม่ใช่คน! เจ้าคือปีศาจในคราบเทพต่างหาก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวดังระงมไปทั่วหุบเหว ราชันปีศาจพยายามจะถอยร่นหนี ทว่าหลี่เฟิงกลับไม่ให้โอกาสนั้น ร่างกายสีทองอร่ามพุ่งตามติดประชิดตัวราวกับเงาตามตัว ฝ่ามือทั้งสองข้างประสานกันแน่นเหนือศีรษะ ก่อนจะฟาดลงมาดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์!
เปรี้ยง!
คลื่นกระแทกสีทองแผ่ขยายออกเป็นรูปดอกบัวเพลิงบรรพกาล กลืนกินร่างของราชันปีศาจเข้าไปในพริบตา แสงสว่างเจิดจ้าแสบตาสาดส่องไปทั่วทุกซอกทุกมุมของความมืดมิด ปีศาจน้อยใหญ่ต่างสลายกลายเป็นไอสีขาวและหายวับไปกับตา ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ถ่วงรั้งพวกเขาไว้เมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอัศจรรย์
หลี่เฟิงยืนหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผสมคราบเลือดไหลอาบใบหน้าคมคาย รัศมีสีทองรอบกายค่อยๆ หรี่แสงลงและซึมกลับเข้าสู่ผิวหนัง ทว่าพลังปราณรอบตัวเขากลับแข็งแกร่งขึ้นจนแตะขอบเขต "หลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบ" อย่างแท้จริง
เขาหันกลับมามองสตรีที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น ไป๋อวี๋ชิงรีบหลบสายตาเล็กน้อยยามที่สบตากับเขา หัวใจนางเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางไม่เคยคิดเลยว่าบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้จะมีด้านที่ดุดันและทรงอำนาจถึงเพียงนี้
หลี่เฟิงย่อกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้านาง ยื่นมือหนาออกไปหมายจะประคองนางให้ลุกขึ้น ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกันนั้นเอง—
พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะสงบลงแล้ว กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานขึ้นจากรอยแยกลึกที่ลึกลงไปอีกชั้น เสียงนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่และชั่วร้ายยิ่งกว่าราชันปีศาจตนก่อนหน้าหลายเท่า
"ฮ่าๆๆ... หลี่เฟิง... ในที่สุดเจ้าก็ปลุกกายาเทวะบรรพกาลขึ้นมาได้สมบูรณ์เสียที ข้าเฝ้ารอวันนี้มา... ห้าพันปีเต็มแล้ว!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 31
พลังแห่งกายาเทวะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!