กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงคละคลุ้งอยู่ในโถงลับใต้ดิน ทว่าหลี่เฟิงกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ปลายกระบี่หม่นหมองในมือของเขาหยาดหยดโลหิตสีชาดลงกระทบพื้นศิลาทีละหยด เสียงนั้นก้องกังวานดั่งเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังสู่อวสานของเหล่าผู้อยู่เบื้องหลังเงาสีดำ
สายตาของเขาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ผ่านการลับคมมานับหมื่นปี ทอดมองไปยังศิลาจารึกโบราณที่สลักลวดลายอักขระต้องห้าม ซึ่งเพิ่งถูกปลดผนึกออกด้วยโลหิตของผู้อาวุโสใหญ่แห่งนิกายฟ้าคำราม
"ความลับที่เจ้าพยายามฝังกลบไว้ในห้วงเวลาแปดร้อยปี... บัดนี้ ถึงเวลาต้องชำระสะงักแล้ว เจ้าสารเลว"
หลี่เฟิงพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
ย้อนกลับไปในชาติภพก่อน ตอนที่เขายังเป็นมหาเทพกระบี่ผู้ไร้พ่ายบนจุดสูงสุดของเก้าสวรรค์ การตกตายของเขาหาใช่เกิดจากทัณฑ์สวรรค์ตามที่คนในยุทธภพกล่าวขาน หากแต่เป็น "แผนอุบาทว์" ที่ถูกร้อยเรียงขึ้นจากความโลภและอำนาจมืด และเบาะแสชิ้นสำคัญที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในยามนี้ คือภาพสลักจิตวิญญาณที่บันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นเอาไว้—ภาพของกระบวนท่า "กระบี่ผ่ามิติ" ที่มีเพียงคนผู้เดียวในใต้หล้าที่ฝึกฝนสำเร็จ... เจ้าสำนักเซียนคนปัจจุบัน "เฟิงเทียน" ผู้ซึ่งเบื้องหน้าสวมหน้ากากนักบุญผู้ทรงคุณธรรม แต่เบื้องหลังกลับโสมมยิ่งกว่าอสูรโลหิต!
"เฟิงเทียน... ที่แท้ก็เป็นเจ้า"
หัวใจของหลี่เฟิงกระชากวูบ แม้จิตใจจะผ่านโลกมามากเพียงใด แต่ความจริงข้อนี้ก็ยังทำให้ลมปราณในตันtian (ตันเถียน) ปั่นป่วนจนเกือบทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด ความแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งวิญญาณปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟใต้สมุทร รังสีอำมหิตแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนทำให้ศิลาโดยรอบแตกละเอียดเป็นผุยผง
"หลี่เฟิง..."
เสียงหวานเย็นยะเยือกดั่งธารน้ำแข็งพันปีดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง พร้อมกับร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไป๋อวี๋ชิงปรากฏกายขึ้นเคียงข้างเขา ดวงตางามล้ำเลิศกวาดมองแผ่นศิลาจารึกด้วยความรู้สึกที่ไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่แววตาคู่นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นอันทรงพลัง นางยื่นมือเรียวดั่งลำหยกแตะเบาๆ ที่ไหล่กว้างของเขาเพื่อถ่ายทอดพลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ ช่วยกดขี่ลมปราณที่กำลังคลุ้มคลั่งในร่างของชายหนุ่มให้สงบลง
"เจ้ากำลังแบกรับภาระที่หนักหน่วงเกินไปแล้ว" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความห่วงใยล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของนางเซียนผู้สูงส่ง
หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปลายกระบี่ในมือลดต่ำลง เขารีบหันกลับไปสบตากับหญิงสาว แววตาที่ดุดันเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยยามเมื่อมองเห็นความห่วงใยในดวงตาคู่นั้น
"อวี๋ชิง ข้าไม่ได้โดดเดี่ยว... และข้าก็รอคอยวันนี้มานานเกินไปแล้ว" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง "ศิลาชิ้นนี้บอกชัดเจนว่า เฟิงเทียนใช้ค่ายกลดูดกลืนวิญญาณสวรรค์ในวันนั้น เพื่อขโมยรากฐานพลังของข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของตนเอง มันไม่ใช่แค่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นการเหยียบย่ำวิถีแห่งเต๋าจนป่นปี้"
ไป๋อวี๋ชิงขมวดคิ้วมุ่น นางตระหนักดีถึงความน่ากลัวของเจ้าสำนักเซียนคนปัจจุบัน นาม "เฟิงเทียน" มิใช่ชื่อที่จะโค่นล้มได้ด้วยพละกำลังเพียงน้อยนิด อำนาจและบารมีของอีกฝ่ายแผ่ขยายรากลึกไปทั่วทั้งสามภพ การประกาศสงครามกับมันเท่ากับการเป็นศัตรูทั่วยุทธภพ
"หากเจ้าเคลื่อนไหวตอนนี้ นิกายฟ้าคำรามและสำนักเซียนใหญ่ทั้งเจ็ดจะรุมทึ้งเจ้าทันที พวกมันไม่มีทางปล่อยให้ความลับนี้รั่วไหล" นางเอ่ยเตือนด้วยเหตุผล แม้จะรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนใจชายหนุ่มได้
"ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ข้าหลี่เฟิงก็ไม่เคยหวั่นเกรง!" หลี่เฟิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันฟ้าดิน รังสีแห่งความทะนงตนพวยพุ่งทะลุเพดานถ้ำขึ้นสู่ท้องนากายเบื้องบน "ในเมื่อพวกมันกล้าเหยียบย่ำศรัทธาของข้า ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ ตัดหัวมันมาสังเวยวิญญาณผู้บริสุทธิ์!"
บรรยากาศภายในโถงลับพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ดั่งเทพและมารที่พร้อมจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินร่วมกัน ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เพื่อซึมซับความมุ่งมั่นของกันและกันนั้นเอง...
*เปรี้ยงก!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะแตกสลาย แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนโถงลับใต้ดินสั่นคลอน เศษหินและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาดั่งหิมะโปรุยนรก ม่านพลังป้องกันรอบภูเขาถูกทำลายลงในพริบตา!
หลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงตวัดสายตากลับไปมองปากทางเข้าถ้ำพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
ที่เบื้องหน้าปากถ้ำ ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและสายฟ้าสีครามที่ฟาดผ่าลงมาอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวปักลายมังกรทองเก้าเล็บกำลังยืนตระหง่าน ไอพลังระดับ "ขอบเขตเซียนแท้จริงขั้นสมบูรณ์" กดทับลงมาจนสรรพชีวิตในรัศมีร้อยลี้แทบจะต้องคุกเข่าลงกับพื้น
ใบหน้านั้นคมคายหล่อเหลา ทว่าริมฝีปากกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเข้ามาภายในถ้ำ ก่อนที่เสียงทุ้มกังวานดั่งระฆังทองคำจะเอื้อnเอ่ยออกมา ทำเอาเลือดลมในกายของหลี่เฟิงแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ช่างน่าประทับใจเสียจริง... ศิษย์น้องน้อยผู้ต่ำต้อยของข้า ที่แท้เจ้าก็ยังไม่ตาย และยังอุตส่าห์ขุดคุ้ยเรื่องราวเน่าเฟะของข้าขึ้นมาดูเล่นอีกรึ... หลี่เฟิง หรือควรจะเรียกว่า 'ท่านมหาเทพ' ดีล่ะ?"
จบรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมนั้น เฟิงเทียน เจ้าสำนักเซียนผู้ทรงคุณธรรมแห่งยุค ก็ก้าวเท้าเข้ามาในโถงลับทีละก้าว พร้อมกับกระบี่ในมือที่เริ่มเปล่งประกายแสงสีโลหิตสะท้อนความตายที่คืบคลานเข้ามาประชิดตัว!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ "พยัคฆ์ขาวคำราม" เสมอมานะครับ!
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 19
ความจริงที่ถูกปิดงำ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!