สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 20

คำสารภาพของศิษย์พี่รอง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายใต้ความเงียบงันของห้องโถงลับ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย ตัวตนอันยิ่งใหญ่ของสองศิษย์พี่น้องแห่งสำนักกระบี่นภาหาได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย สายตาของหลี่เฟิงทอประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก มองร่างของชายวัยกลางคนผู้ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นศิลาเบื้องหน้า เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปากของ "จ้าวเทียน" ศิษย์พี่รองผู้รับผิดชอบดูแลคลังสมบัติและหน่วยข่าวกรองของสำนักมานานนับสิบปี "เจ้ายังดึงดันจะปิดบังสิ่งใดอยู่อีกหรือ ศิษย์พี่รองจ้าว" น้ำเสียงของหลี่เฟิงราบเรียบ ทว่าทรงพลังกดดันจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ก่อตัวเป็นกรงขังโปร่งใสปิดกั้นทุกเส้นทางหลบหนี แน่นอนว่าการค้นพบหนอนบ่อนไส้ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทว่าอาศัยความเฉียบคมของไป๋อวี๋ชิงที่แผ่ไอเย็นเยือกแข็งขนาบข้าง ปิดตายจุดชีพจรทั่วร่างของอีกฝ่ายไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา ไป๋อวี๋ชิงยืนสง่างามดั่งเทพเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนฝุ่นผง แม้กระทั่งยามใช้วิชากระบี่เหมันต์สยบการเคลื่อนไหว นางยังคงรักษาความเยือกเย็นสง่างามเอาไว้ได้เสมอ ดวงตางามล่มเมืองเหลือบมองทรชนผู้นทรยศด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ดั่งมองมดปลวก นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกสะท้านทรวง "สำนักกระบี่นภาเลี้ยงดูเจ้ามาไม่น้อย เหตุใดจึงยอมก้มหัวให้สำนักมารโลหิต" จ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น เสียงหัวเราะแหบแห้งและน่าสมเพชดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ปนเปไปกับเศษเลือดที่สำรอกออกมา "ฮ่าๆๆ... เลี้ยงดูอย่างนั้นหรือ? สำนักนี้มอบสิ่งใดให้ข้า นอกจากตำแหน่งจอมปลอมที่ต้องก้มหัวให้พวกเจ้าอัจฉริยะรุ่นเยาว์! ข้าบำเพ็ญมาสามร้อยปี แต่กลับติดอยู่ที่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ไร้ทางทะลวงผ่าน... พวกเจ้าเข้าใจความรู้สึกของคนที่รู้ตัวว่าตนเองเป็นได้แค่หินลับมีดของคนอื่นบ้างหรือไม่!" ความโกรธแค้น อิจฉาริษยา และความสิ้นหวังอัดแน่นอยู่ในทุกถ้อยคำ ทว่าหลี่เฟิงกลับมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย เขากลับทอดถอนหายใจยาวนาน สัจธรรมแห่งวิถียุทธปรากฏชัดในแววตาคู่นั้น "ความโลภและความอ่อนแอของเจ้าต่างหากเล่าที่เป็นหินลับมีดขัดขวางตัวเจ้าเอง" หลี่เฟิงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นศิลาฟังดูคล้ายเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย "เส้นทางเซียนฝืนลิขิตฟ้า หากจิตใจมารครอบงำ ต่อให้เจ้าได้ทรัพยากรทั้งหมดของใต้หล้ามาครอบครอง ก็เป็นได้เพียงผีเฝ้าสมบัติไร้ค่าตัวหนึ่งเท่านั้น" "หนอย... เจ้าเด็กเหลือขอ อย่ามาสั่งสอนข้า!" ดวงตาของจ้าวเทียนเบิกโพงจนเส้นเลือดฝอยแตกทะลัก พลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักออกจากจุดตันتيหยวน (จุดตันtian) ของมันอย่างบ้าคลั่ง กล้ามเนื้อทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา ปราณมารสายหนึ่งกำลังแผดเผาทุกสิ่งแม้กระทั่งวิญญาณของตนเอง "ระวัง! มันคิดระเบิดแก่นแท้!" ไป๋อวี๋ชิงอุทานเบาๆ พร้อมกับที่กระบี่เหมันต์ในมือสะบัดออก ไอเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์แผ่พุ่งเข้าตรึงร่างของจ้าวเทียนทันทีเพื่อหยุดยั้งการระเบิด ทว่า... ทุกอย่างสายเกินไป "ฮ่าๆๆๆ! คิดว่าจะจับเป็นข้าได้ฝันไปเถอะ! ผู้นำนิกายมารไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!" ตูมมมม! เสียงระเบิดกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขาเมฆาคล้อย แรงระเบิดของปราณมารขั้นหลอมรวมวิญญาณรุนแรงราวกับภูเขาไฟระเบิด แรงอัดมหาศาลฉีกกระชากห้องโถงลับจนพังทลายเป็นจุล ฝุ่นควันตลบอบอวล คลื่นกระแทกสีดำแผ่ขยายเป็นวงกว้างทำลายอาคมป้องกันรอบบริเวณจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เมื่อฝุ่นควันจางลง หลี่เฟิงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง เสื้อผ้ามีรอยขาดวิ่นเล็กน้อยจากแรงปะทะ แววตาของเขายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าเบื้องหน้าของพวกเขา ร่างของจ้าวเทียนแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ไม่มีแม้กระทั่งเศษเสี้ยววิญญาณให้สอบสวนต่อ ปิดตายความลับทั้งหมดลงสู่หลุมศพอย่างสมบูรณ์ "ช่างเด็ดเดี่ยวนัก..." หลี่เฟิงพึมพำกับตนเอง สายตาคมกริบกวาดมองไปยังเศษซากคัมภีร์ลับที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น ไป๋อวี๋ชิงก้าวเข้ามาเคียงข้าง นางเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็วและงดงาม ใบหน้างามฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ไอเย็นรอบกายลดระดับลงจนกลายเป็นบรรยากาศปกติ "มันไม่ได้ฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องสำนักมารโลหิตอย่างแท้จริง... แต่มีคนอยู่เบื้องหลังที่ทรงพลังกว่า คอยควบคุมค่ายกลประทับตราวิญญาณในตัวมันตั้งแต่แรก หากมันเอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมา สมองและวิญญาณของมันก็จะแตกดับทันที" "ถูกต้องครับ..." หลี่เฟิงพยักหน้ารับช้าๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "หนอนบ่อนไส้ตัวนี้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกทิ้งอย่างไม่ไยดี แต่การที่มันกล้าระเบิดตัวเองเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าปลาตัวใหญ่ในสำนักยังคงลอยนวลอยู่ และพวกมันกำลังร้อนรนจนต้องรีบตัดตอน" ทันใดนั้นเอง ก่อนที่ทั้งสองจะได้สำรวจร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ แผ่นหยกสื่อสารในอกเสื้อของหลี่เฟิงก็สั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงหึ่งๆ อักขระเตือนภัยสีแดงฉานส่องสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี หลี่เฟิงหยิบแผ่นหยกขึ้นมาถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป เสียงร้อนรนและตื่นตระหนกของผู้วิสุทธิ์อาวุโสผู้ดูแลเขตแดนต้องห้ามทางทิศเหนือก็ดังทะลักออกมาทันที *"เรียนท่านประมุขและศิษย์พี่หลี่... เกิดเหตุใหญ่แล้ว! เขตผนึกมารพันปีที่ก้นเหวลึกถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน ค่ายกลป้องกันคุก 18 ชั้นฟ้าถูกโจมตีจากภายใน และตอนนี้..."* เสียงในแผ่นหยกขาดหายไปชั่วขณะ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงคำรามกึกก้องของอสูรมารที่หลุดพ้นพันธนาการ ก่อนที่เสียงสุดท้ายจะเอ่ยออกมาด้วยความสิ้นหวัง *"...บุคคลที่นำกองกำลังบุกทำลายเขตผนึก ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่คือ 'ผู้อาวุโสใหญ่' ผู้คุกฎแห่งสำนักกระบี่นภาเอง!"* ดวงตาของหลี่เฟิงหรี่ลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไร้การควบคุม เมฆหมอกบนยอดเขาหมุนวนเป็นเกลียวพายุทันที ในขณะที่ไป๋อวี๋ชิงชักกระบี่เหมันต์ออกจากฝักอีกครั้งโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด รังสีฆ่าฟันเย็นเยือกแผ่พุ่งออกมาราวกับจะแช่แข็งได้แม้กระทั่งกาลเวลา (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดนะครับ!)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%