“ถ้าคุณยังถอยหลังอีกก้าวเดียว หัวของคุณจะไปโขกกับชั้นวางหนังสือบานพับกระจกของผมแล้วนะ, คุณผู้จัดการกองถ่าย”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อยดังชิดริมหู มากเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนของกรณ์เป่ารดเข้าที่ซอกคอขาวของพรายพลอย่างจงใจ ร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับอยู่เหนือร่างของเขาไม่ได้ถอยห่างออกไปตามคำโวยวายเมื่อครู่ กลับยิ่งกดน้ำหนักลงผ่านฝ่ามือแกร่งที่ยันขอบโต๊ะทำงานไม้สักทองไว้ทั้งสองข้าง กักขังผู้จัดการกองถ่ายปากเก่งไว้ในพื้นที่วงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ
ทิวากลืนน้ำลายลงคออึือกใหญ่ ดวงตาคมกริบของผู้กำกับหนุ่มกะพริบปริบๆ มองภาพเบื้องหน้าสลับกับกระดาษสเกตช์แปลนอาคารในมือ ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งเดียวที่คนมีมารยาทพึงกระทำ นั่นคือการยกมือขึ้นปิดตาตัวเองครึ่งหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับหลังหันทันที
“เอ่อ… ขอโทษทีครับ พอดีผมลืมไปว่าตัวเองเป็น ‘อากาศธาตุ’ เชิญพวกคุณสองคนสวีทกันตามสบายเลยนะ เดี๋ยวผมออกไปรอรับลมชมวิวด้านนอกให้อีกสักสิบนาทีก็แล้วกัน!”
“เดี๋ยวสิ, ทิวา! แกจะหนีไม่ได้นะ!” พรายพลร้องโวยวายเสียงหลง ใบหน้าเนียนใสร้อนผ่าวขึ้นมาจนลามเลียไปถึงใบหู ยามเมื่อพยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่พื้นที่จำกัดทำให้ไหล่บางไปเบียดเข้ากับแผงอกแกร่งของสถาปนิกหนุ่มเข้าอย่างจัง ความแข็งตึงของกล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าทำเอาพรายพลต้องรีบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ
กรณ์ไม่ได้หันไปสนใจเพื่อนสนิทของเหยื่อใต้ร่างแม้แต่น้อย สายตาคมกราบกริบดั่งเหยี่ยวของสถาปนิกหนุ่มยังคงตรึงแน่นอยู่กับดวงตาคู่สวยที่กำลังฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่พรายพลไม่เคยเห็นมาก่อน—รอยยิ้มของผู้ล่าที่รู้ตัวว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น
ประตูกระจกบานใหญ่ปิดลงพร้อมเสียงคลิกเบาๆ จากฝีมือของทิวาที่รู้หน้าที่ยอมถอยทัพออกไปแต่โดยดี ทิ้งให้ห้องทำงานสถาปัตยกรรมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่สาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายของกรณ์ให้ดูโดดเด่นและอันตรายต่อหัวใจคนมองยิ่งกว่าเดิม
“ปล่อยได้แล้วมั้งครับ ท่านสถาปนิก” พรายพลพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามรากระหน่ำกลองศึก “หรือว่างานดีไซน์ตึกโปรเจกต์นี้ บังคับให้คุณต้องฝึกวิทยายุทธประชิดตัวด้วย ถึงได้ชอบทำตัวเป็นปลิงเกาะโต๊ะคนอื่นเขาแบบนี้”
“ผมไม่ได้เป็นปลิง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบช้าๆ ชิดริมฝีปากอิ่มจนพรายพลต้องเม้มปากแน่น “แต่ถ้าคุณยังทำหน้าดื้อตาใสเถียงผมไม่เลิกแบบนี้… ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรมากกว่าการกักตัวคุณไว้บนโต๊ะทำงานหรือเปล่า”
คำขู่ที่เจือกระแสเสียงแหบพร่าทำเอาพรายพลถึงกับชะงัก ประโยคโต้กลับที่เตรียมไว้แล่นวนอยู่ในลำคอแต่ทว่ากลับเปล่งออกมาเป็นเพียงเสียงลมหายใจสะดุด นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว… กรณ์ในโหมดปากร้าย เย็นชา และถือตัวเมื่อวันก่อน ยังพอให้เขาต่อปากต่อคำได้อย่างสนุกสนาน แต่กรณ์ในเวอร์ชันที่ดวงตาส่อแววคุกรุ่นไปด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนานี้… มันทำให้สมองอันรวดเร็วของผู้จัดการกองถ่ายรวนเรจนแทบประมวลผลไม่ถูก
พรายพลช้อนตาขึ้นมองสบกับนัยน์ตาสีเข้มที่ก้มลงมองมาพอดี วินาทีนั้นเองที่พรายพลเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง—ประกายความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความเย่อหยิ่ง และเงาสะท้อนของตัวเขาเองที่ฉายชัดอยู่ในดวงูคู่นั้น มันไม่ใช่สายตาของเจ้านายจอมเผด็จการที่มองลูกน้อง หรือสายตาของสถาปนิกที่มองคนร่วมงาน แต่มันคือสายตาของ… ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพิจารณาเรือนร่างและตัวตนของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม
ให้ตายสิ… ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สายตานิ่งสนิทคู่นั้นเปลี่ยนเป็นมองเขาด้วยความหมายแบบนี้?
ในขณะที่พรายพลกำลังพยายามแกะรหัสความนัยในแววตานั้น กรณิศเองก็กำลังเผชิญหน้ากับสงครามประสาทภายในจิตใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน สถาปนิกหนุ่มผู้เคยควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตให้เป็นไปตามแปลนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ กลับพบว่าแปลนชีวิตของเขาพังทลายลงราบคาบ เพียงเพราะรอยยิ้มกวนประสาทและแววตาท้าทายของผู้จัดการกองถ่ายตรงหน้า
กรณ์จำได้ดีว่าเขาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดคนที่ไม่ตรงต่อเวลา และเกลียดความไร้ระเบียบ แต่ไม่รู้ทำไม… ทุกครั้งที่พรายพลเอ่ยปากเถียงด้วยรอยยิ้มมุมปากที่กวนประสาทจนน่าตี ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเขากลับเต้นผิดจังหวะเสียทุกที
เขาแพ้… กรณ์ยอมรับกับตัวเองในใจอย่างเงียบๆ
เขาแพ้รอยยิ้มกวนๆ นั่นเข้าอย่างจัง แพ้ความดื้อรั้นที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แพ้กระทั่งท่าทางพยายามทำเป็นเก่งทั้งที่ใบหูแดงก่ำจนลามไปถึงต้นคอ
“คุณพราย…” กรณ์เอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วแกร่งที่เคยยันโต๊ะไว้ ขยับเคลื่อนเข้าใกล้ร่างบางมากขึ้นอีกนิด นิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไปอย่างไร้การควบคุม ปลายเล็บแข็งแรงเกือบจะสัมผัสโดนปอยผมที่เคลียอยู่ข้างแก้มใสของพรายพลอยู่รอมร่อ
พรายพลกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ความใกล้ชิดที่มากเกินขอบเขตทำให้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์จางๆ จากตัวของสถาปนิกหนุ่มโอบล้อมรอบตัวเขาไว้ทั้งหมด หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นสอดประสานกันท่ามกลางความเงียบอันเปราะบาง ประตูห้องทำงานกระจกฝ้าที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคาะเตือน ตามมาด้วยเสียงใสแจ๋วของรุ่นน้องในทีมที่ดังทะลุเข้ามาในโสตประสาท
“พีกรณ์คะ! เรื่องแบบแปลนโครงสร้างโซน D ทางวิศวกรส่งแก้มาใหม่แล้ว— อุ๊ยตาย! หนูขอโทษค่ะ! หนูไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะโปร ฯ โทรเลขสวีทนะคะ เชิญพวกท่านทำกิจกรรมโรแมนติกกันต่อได้เลยค่ะ เดี๋ยวมีนเอาเอกสารไปวางไว้หน้าห้องให้นะคะ!”
มีนสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มกำลังยืนคร่อมร่างผู้จัดการกองถ่ายในระยะประชิด รุ่นน้องสาวรีบยกมือขึ้นปิดตาตัวเองแล้วหมุนตัวพุ่งพรวดพราดถอยหลังออกนอกห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูปังใหญ่อย่างรู้ความ
พรายพลสะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟฟ้าช็อต สติที่หลุดลอยไปไกลถูกดึงกลับมาในเสี้ยววินาที สองมือบางออกแรงผลักแผงอกแกร่งของกรณ์เต็มแรงจนสถาปนิกหนุ่มผงถอยหลังไปสองก้าว พรายพลรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ ใบหน้าหวานแดงซ่านด้วยความเขินอายปนความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
“หมดเวลาเล่นเกมแล้วมั้งครับ ท่านสถาปนิก!” พรายพลแกล้งทำเป็นกระแอมไอ กลบเกลื่อนความรวนเรในน้ำเสียง “ลูกน้องคุณมาตามเรื่องงานแล้ว… ถ้าไม่อยากให้คนทั้งบริษัทเอาไปนิติกรรมอำพรางว่าเราสองคนทำอะไรกันในห้องนี้ ผมว่าคุณควรจะกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงานแล้วทำตัวให้มันน่าเคารพหน่อยนะ!”
กรณ์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบมองท่าทางลนลานแต่ยังคงฟอร์มจัดของผู้จัดการกองถ่ายด้วยความรู้สึกระคนขบขันและเสียดาย ริมฝีปากหยักลุกยกยิ้มกว้างขึ้นอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทรงพลังเสียจนพรายพลต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่กล้าสบตา
“ก็ได้ครับ… วันนี้ผมจะยอมปล่อยคุณไปก่อน” กรณ์เอ่ยเสียงทุ้ม แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความแพรพราวที่ชวนให้หัวใจกระสับกระส่าย “แต่จำไว้เถอะคุณผู้จัดการ… แนวรบด้านความรู้สึกระหว่างเรา มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้นแหละ”
พรายพลหันขวับกลับมาจะอ้าปากเถียง แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงสักคำ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของเขาก็แผดเสียงดังขึ้นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ร่างบางก้มลงมองหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นชื่อสายเรียกเข้า
สายตาของพรายพลเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อกดรับสาย และประโยคแรกที่ลอดผ่านลำโพงออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนของทีมงานกองถ่าย ก็ทำให้รอยยิ้มทั้งหมดบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปในพริบตา
“คุณพรายครับ!แย่แล้วครับ! ที่กองถ่ายเกิดเรื่องใหญ่แล้ว! นางเอกของเรากับผู้กำกับฝ่ายศิลป์ทะเลาะกันจนข้าวของพังเสียหายหมด แถมตอนนี้พวกเขากำลังจะยกกองกลับบ้านกันแล้วด้วยครับ!”
พรายพลหน้าถอดสีทันที สติที่เพิ่งกลับเข้าร่างกระเจิงหายไปในอากาศ ชะתากรรมของกองถ่ายภาพยนตร์มูลค่าหลายสิบล้านกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
กรณ์สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของคนตรงข้ามทันที ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวในพริบตา ดวงตาคมกริบมองสบเข้ากับดวงตากลมโตที่กำลังฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดอะไรขึ้น?” สถาปนิกหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มข้นจริงจัง ทว่ายังไม่ทันที่พรายพลจะอ้าปากตอบคำถาม ประตูห้องทำงานก็ถูกกระชากเปิดออกอีกครั้งอย่างแรง พร้อมกับร่างของทิวาที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน
“พราย! แย่แล้วแก… รถบรรทุกอุปกรณ์ไฟของกองถ่ายเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่หน้าทางเข้าสตูดิโอ!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับเคมีที่ชวนใจสั่นของทั้งคู่ในตอนนี้นะคะ!
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายป่วน•ตอนที่ 6
แนวรบด้านความรู้สึก
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!