“ถอยไป! ถ้าไม่อยากตายก็นั่งเฉยๆ ในรถนั่นแหละ!”
เสียงตวาดแผดก้องท่ามกลางเสียงคำรามของฟ้าผ่า พรายพลกระชากคอเสื้อสถาปนิกหนุ่มที่พยายามจะก้าวออกไปกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาประหนึ่งโลกจะแตก รถบรรทุกอุปกรณ์ที่พลิกคว่ำขวางทางเข้าไซต์งานอยู่นั่นคือหายนะ แต่สิ่งที่น่าปวดหัวกว่าคือคนตรงหน้า—กรณิศ ที่ดื้อรั้นจะออกไปจัดการด้วยตัวเอง
“ถ้าไม่ขยับรถออกไป พรุ่งนี้เช้างานที่ผมวางแผนไว้พังไม่เป็นท่าแน่ พราย! ปล่อย!” กรณ์ตวัดสายตามองคนตัวเล็กกว่าอย่างดุดัน มือหนาพยายามแกะมือเรียวที่เกาะแน่นราวกับคีมเหล็ก
“พังก็พังไปสิวะ! ชีวิตแกสำคัญกว่ากล้องราคาเป็นล้านพวกนั้นอีก! ฝนตกหนักขนาดนี้มองทางไม่เห็นหรอก ถ้าเกิดไฟรั่วหรือรถคันอื่นขับมาเสยแกเข้า ใครจะรับผิดชอบชีวิตแก!” พรายตะโกนแข่งกับเสียงฝน ดวงตาเรียวสวยสั่นระริกด้วยความโกรธปนกังวล “อย่าทำตัวเป็นสถาปนิกผู้เสียสละในหนังฮอลลีวูดหน่อยเลย มันน่าสมเพช!”
คำว่า ‘น่าสมเพช’ ทำให้คนฟังชะงัก กรณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว ไหล่กว้างที่เคยตึงเครียดผ่อนลงเล็กน้อย เขาหันมามองใบหน้าที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝนของอีกฝ่าย สบตากันในความมืดสลัวที่ถูกคั่นด้วยแสงไฟกะพริบจากรถที่พลิกคว่ำ
“โกรธขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงของกรณ์อ่อนลง ทว่ายังคงความเย็นชาตามนิสัย แต่แววตาที่จ้องมองกลับมีความนัยบางอย่างซ่อนอยู่
“ไม่โกรธมั้ง! ยืนมองคนจะไปตายต่อหน้าเนี่ย!” พรายสะบัดมือออกแล้วเดินไปพิงเบาะรถ ฝนข้างนอกยังคงสาดซัดไม่หยุด ไซต์งานที่ห่างไกลจากตัวเมืองทำให้ทั้งคู่ติดอยู่ในรถโฟร์วีลของกรณ์ที่จอดอยู่ในที่ร่มชั่วคราวใกล้ตัวอาคาร
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งสอง พรายยกมือขึ้นเช็ดใบหน้า ลมหายใจอุ่นๆ ของกรณ์ที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจกั้นทำให้บรรยากาศอึดอัดอย่างประหลาด
“คุณเป็นคนบ้างาน... ในแบบที่น่ารำคาญที่สุดเลยนะ รู้ตัวไหม” พรายเอ่ยทำลายความเงียบ มือเรียวหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กจากเบาะหลังมาโยนใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างแรง
กรณ์รับผ้าไว้โดยไม่ต้องมอง เขาวางมันลงบนตักก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับคนข้างๆ “แล้วคุณล่ะ... เป็นผู้จัดการกองถ่ายที่ชอบทำตัวเป็นแม่คนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน”
“ผมดูแลกองถ่ายมาเป็นร้อย ทุกคนปลอดภัยดี ยกเว้นตอนที่ต้องมาทำงานกับคุณ” พรายแค่นหัวเราะ แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา
“งั้นเราก็คงเป็นพวกเดียวกัน” กรณ์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนจากตัวคนตรงหน้าทำให้พรายรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ “พวกที่ชอบแบกโลกไว้คนเดียว... ทั้งที่ข้างในมันแตกสลายไปนานแล้ว”
พรายชะงัก สายตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที ประโยคธรรมดาที่แฝงความหมายลึกซึ้งนั่นทำเอาเขาสูดหายใจเข้าลึก “อย่ามาทำเป็นอ่านใจผมหน่อยเลย คุณน่ะ... สถาปนิกหน้านิ่งที่วันๆ สนใจแค่เส้นสายและวัสดุก่อสร้าง จะไปเข้าใจอะไร”
กรณ์ไม่ตอบ แต่เขายกมือขึ้น เกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นออกจากหน้าผากของพรายอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาหวิวราวกับขนนกแต่กลับสร้างความสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ พรายนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตื่นเต้นที่ควบคุมไม่ได้
“ผมไม่ได้สนใจแค่โครงสร้าง... พราย” กรณ์กระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างมีจริต “ผมสังเกตทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ... ตั้งแต่วันแรกที่กองถ่ายคุณมาเหยียบไซต์งานของผม”
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป เคมีที่เคยประจันหน้ากันด้วยสงครามฝีปาก บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทาน แสงฟ้าแลบวาบส่องให้เห็นใบหน้าคมเข้มของกรณ์ที่ดูจริงจังและเว้าวอนจนพรายทำตัวไม่ถูก
“คุณ... พูดอะไร...” พรายพยายามขยับถอย แต่หลังกลับติดกับประตูรถ
“ผมหมายความว่า...” กรณ์โน้มตัวลงมาใกล้ขึ้น ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากของพราย “ผมมองคุณจนจำรายละเอียดได้หมด... แม้แต่ความดื้อรั้นที่คุณชอบใช้กลบเกลื่อนความเหงาข้างในนั่น”
พรายกัดริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลไม่ทันกับจังหวะชีวิตที่ดูเหมือนจะก้าวข้ามเส้นที่ตั้งไว้ “คุณมัน... บ้าไปแล้ว กรณ์”
“ใช่ ผมบ้า...” กรณ์เว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย “บ้าจนอยากรู้ว่าถ้าหยุดปากเก่งๆ ของคุณด้วยวิธีอื่น... คุณจะยังดื้ออยู่ไหม”
สิ้นคำพูดของเขา ระยะห่างระหว่างใบหน้าก็ลดลงจนเหลือเพียงมิลลิเมตร หัวใจของพรายพลเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก ความเขินอายปะทะเข้ากับความอยากรู้อยากเห็นในรสสัมผัสที่เขาสงสัยมาตลอด
ทว่าในวินาทีที่กรณ์กำลังจะก้มลงประทับรอยจูบ ทันใดนั้น... เสียงเคาะกระจกดังรัวกระหน่ำพร้อมกับเสียงตะโกนแหกปากของทิวาที่ฝ่าสายฝนเข้ามา
“ไอ้พราย! ไอ้กรณ์! พวกมึงยังอยู่ข้างในกันมั้ย! เฮ้ย! กูเห็นไฟในรถติดอยู่ ตอบกูหน่อย!”
กรณ์ชะงักกึก ความมืดมิดในแววตาเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดเต็มขั้น เขาผละออกห่างจากพรายทันทีอย่างหัวเสีย ในขณะที่พรายรีบหันหน้าหนีไปมองทางหน้าต่างด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวราวกับจะระเบิด
กรณ์ลดกระจกรถลงทิ้งระยะห่างเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุด “มีอะไรทิวา ถ้าจะมาพังจังหวะชีวิตคนอื่น... มึงเตรียมตัวหางานใหม่ในกองถ่ายได้เลย”
ทิวาที่ยืนตัวเปียกโชกอยู่ข้างนอกถึงกับเหวอ “อ้าว ไอ้เหี้ย! กูก็แค่มารับพวกมึง... แล้วนี่ทำไมทำหน้าเหมือนกูไปขัดจังหวะอะไรมึงขนาดนั้นวะ?”
พรายหลับตาแน่นแล้วถอนหายใจออกมาแรงๆ ขณะที่กรณ์พ่นลมหายใจอย่างขัดใจ สายตาสถาปนิกหนุ่มเหลือบกลับมามองคนข้างๆ ที่ยังคงไม่ยอมหันมามองเขาอีกเลย
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วพบกันตอนหน้าด้วยความฟินที่จุกกว่าเดิมนะคะ!
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายป่วน•ตอนที่ 7
สะดุดรักกลางสายฝน
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!