เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็ก... สันหลังของรินรดากระตุกวาบ ความเย็นเยียบจากปลายเท้าแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจในเสี้ยววินาทีที่กลอนประตูห้องนอนใหญ่ถูกหมุนจากด้านนอกอย่างเชื่องช้า ราวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังจงใจบีั้นทอนสติสัมปชัญญะของคนข้างในให้แหลกสลายทีละนิด
ธันวาไม่รอให้ความหวาดกลัวกลืนกินพวกเขา มือหนาคว้าข้อมือเรียวของหญิงสาวไว้มั่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงพอที่จะดึงเธอกลับมาจากขอบเหวแห่งความตื่นตระหนก เขาก้าวขึ้นไปบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบจดจ้องไปยังบานประตูไม้สักที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ความมืดมิดในโถงทางเดินด้านนอกทะลักเข้ามาในห้องราวกับกลุ่มควันสีเทาที่ไร้รูปร่าง
ลมหายใจของรินรดาสะดุด เธอนึกถึงคำเตือนของคนรับใช้เก่าแก่เมื่อหลายปีก่อน—*บ้านหลังนี้ไม่เคยหลับ และความลับของตระกูลไม่เคยตาย*
ทว่า... ไม่มีเงาร่างของคุณหญิงมณี หรือเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยของแม่บ้านปรากฏขึ้น มีเพียงความว่างเปล่า และกลิ่นอางบางเบาของกระดาษเก่าที่ลอยมาปะทะนาสิก ธันวาขมวดคิ้วแน่น เขาผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นด้วยความระแวก ก่อนจะก้าวเท้าออกไปสำรวจความมืดด้านนอก ปล่อยให้รินรดายืนอยู่ลำพังท่ามกลางแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียง
ดวงตากลมโตวับวาวด้วยหยาดน้ำตาที่ถูกสะกดไว้ไม่ให้ร่วงหล่น สายตาของเธอกวาดมองไปรอบห้องนอนของมารดาที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นานนับปี ฝุ่นละอองลอยวนอยู่ในอากาศราวกับดวงวิญญาณที่ไร้ที่ไป ทุกตารางนิ้วในที่แห่งนี้ยังคงกลิ่นอายของผู้เป็นแม่ ทว่าความรู้สึกบางอย่างกลับบอกเธอว่า... มีบางอย่างผิดที่ผิดทาง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของธันวากลับเข้ามาในห้องพร้อมกับความเงียบงัน เขาส่ายหัวช้าๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอก
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกอย่างระมัดระวัง "ผมว่าเราควรกลับกันก่อน ดึกมากแล้ว สถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายเกินไปที่เราจะอยู่ที่นี่นานกว่านี้"
รินรดาไม่ตอบ เธอยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน สายตาจับจ้องอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งไม้โบราณ ลิ้นชักชั้นกลาง... มันเผยอออกมาก2-3 มิลลิเมตร มากพอที่จะทำให้เธอเห็นเงาสะท้อนของความผิดปกติ ทว่าในตอนที่เธอเข้ามาครั้งแรก มันปิดสนิท
มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปแตะที่ขอบลิ้นชัก ธันวาขยับเข้ามาใกล้ทำท่าจะห้าม แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่แต่เปราะบางราวกับแก้วเจียระไนของหญิงสาว เขาก็กลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอ ปล่อยให้เธอดำดิ่งลงไปในวังวนที่เธอกำลังไขว่คว้าหาคำตอบด้วยตัวเอง
*แอด...*
เสียงไม้เสียดสีกันเบาหวิว ลิ้นชักถูกดึงออกจนสุด เผยให้เห็นสิ่งของที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ชั้นผ้าไหมกำมะหยี่สีแดงหม่น—สีเดียวกับนามปากกาที่เธอมักใช้ซ่อนเร้นตัวตน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
มันคือสมุดบันทึกปกหนังแท้สีดำสนิท ขอบกระดาษเหลืองกรอบตามกาลเวลา บนปกไม่มีชื่อ ไม่มีตัวอักษรใดๆ นอกจากรอยกดลึกเป็นรูปสัญลักษณ์ดอกกุหลาบหนามแหลม—สัญลักษณ์เดียวกับแหวนที่คุณหญิงมณีสวมติดนิ้วอยู่เป็นประจำ
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก นิ้วเรียวสั่นระริกยามพลิกเปิดปกสมุดหน้าแรก ลายมือหวัดแต่สวยงามและคุ้นตาปรากฏแก่สายตา เป็นลายมือของมารดา... ผู้หญิงที่เลือกจบชีวิตลงด้วยการพลัดตกจากระเบียงบ้านหลังนี้เมื่อสิบปีก่อน ท่ามกลางคำคร่ำครวญว่ามันคือ "อุบัติเหตุ"
*‘วันที่ 12 มีนาคม... ถ้าลูกได้อ่านบันทึกเล่มนี้ แปลว่าแม่คงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว อย่าไว้ใจใคร ริน... แม้กระทั่งเงาของตัวเองในกระจก ทุกอย่างในบ้านหลังนี้คือภาพลวงตา และคนที่กุมกุญแจความตายของพ่อกับแม่ไว้... กำลังมองหาแกอยู่’*
ข้อความสั้นๆ แต่บาดลึกยิ่งกว่าคมมีด รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ร่างกายเย็นเฉียบ มือที่ถือสมุดบันทึกสั่นเทาจนเกือบจะรักษาสุดยอดหลักฐานชิ้นนี้ไว้ไม่ไหว ธันวาโน้มตัวลงมาอ่านข้อความนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาของทนายหนุ่มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม
"มันไม่ใช่ อุบัติเหตุ..." ธันวาพึมพำ น้ำเสียงลอดไรฟัน "แม่ของคุณรู้... และพวกมันกำลังตามหาบันทึกเล่มนี้"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบาที่หน้าประตูห้อง... มันไม่ใช่เสียงย่องเบา แต่เป็นเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและเชื่องช้า ทุกย่างก้าวราวกดทับลงบนโสตประสาทของคนทั้งคู่
แสงไฟจากโถงทางเดินด้านนอกถูกเงาร่างหนึ่งบังจนมืดสนิท ประตูห้องที่ธันวาเพิ่งปิดลง ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งด้วยมือของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวในยามวิกาลเช่นนี้
คุณหญิงมณีแย้มยิ้มบางเบาบนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงเข้ม ดวงตาคู่คมกวาดมองสมุดบันทึกในมือของรินรดาราวกับผู้ล่าที่กำลังมองเหยื่อติดจั่น ก่อนที่น้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงอำนาจจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
"หาของชิ้นนี้อยู่หรือจ๊ะ... ลูกสาวตัวน้อยของแม่"
(โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในม่านหมอกนี้ไปด้วยกันครับ - กำมะหยี่สีแดง)
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 4
ร่องรอยบนหน้ากระดาษ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!