ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสความเย็นเยียบของกรอบรูปไม้สักเก่าคร่ำคร่า ประโยคหลอนหูจากความมืดเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานในโสตประสาท *“หาของชิ้นนี้อยู่หรือจ๊ะ... ลูกสาวตัวน้อยของแม่”* รินรดากลั้นหายใจ นัยน์ตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องนอนใหญ่ที่เงียบงันจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม ทว่า... สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไร้ซึ่งเงาของสิ่งมีชีวิต มีเพียงความเวิ้งว้างของห้องนอนที่เธอคุ้นเคย และกลิ่นอายจางๆ ของดอกซ่อนกลิ่น—กลิ่นเดียวกับที่แม่ของเธอมักใช้ในยามมีชีวิตอยู่ ซึ่งลอยอวลปะปนมากับสายลมเย็นเยียบที่เล็ดลอดผ่านรอยแง้มของบานหน้าต่าง
เธอไม่ได้เปิดหน้าต่างทิ้งไว้
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดแปลบปลาあのช่วยดึงสติให้เธอกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงอันบิดเบี้ยวนี้ หญิงสาวก้าวถอยหลังอย่างระแวดระวัง ราวกับเกรงว่าพื้นไม้ปาร์เกต์ใต้ฝ่าเท้าจะยุบตัวลงไปสู่หลุมพรางที่ใครบางคนจงใจขุดดักรอไว้ ภาพของ *คุณหญิงมณี* ผู้อาวุโสแห่งตระกูลผู้ดีเก่าผู้ซ่อนรอยยิ้มเย็นเยียบไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางปล่อยให้เธอรื้อฟื้นคดีการตายของพ่อแม่ได้โดยง่าย... แต่การเข้ามาถึงภายในห้องนอนที่ลงกลอนแน่นหนาจากด้านในได้โดยไร้ร่องรอย นี่มันเกินกว่าขอบเขตของมนุษย์ธรรมดาจะทำได้
ติ๊ก... ตอก...
เสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังดังสะท้อนก้องในความเงียบ ทุกจังหวะการเดินของมันเหมือนค้อนที่ทุบลงบนเส้นประสาทที่ตึงเปรี๊ยะของเธอ รินรดารemindตัวเองถึงคำเตือนของธันวา—ทนายความหนุ่มผู้มักมองโลกด้วยความระแวดระวังเสมอ—*“ที่นั่นไม่ได้มีแค่ความลับของตระกูลคุณริน แต่มีบางสิ่งที่จ้องจะกลืนกินสติของคุณด้วย”* ตอนนั้นเธอคิดว่าเขาแค่ระวังตัวเกินเหตุ แต่ในยามนี้ เมื่อเงาดำไหววูบผ่านหางตาไปทางมุมมืดใกล้ตู้เสื้อผ้า รินรดากลับตระหนักว่าเธอกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความหวาดระแวงกับความวิกลจริต
"ใคร..." เสียงของเธอแหบพร่า เล็ดลอดริมฝีปากที่แห้งผากออกไปอย่างยากลำบาก "ใครอยู่ที่นั่น ออกมานะ!"
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่กดทับลงมาจนหายใจไม่ออก ทว่า ความรู้สึกกดดันบริเวณท้ายทอยกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินรดต้นคอทำให้ขนลุกซู่ รินรดาผวากลับหลังหันขวับพร้อมเหวี่ยงมือคว้าโคมไฟบนโต๊ะหัวเตียงเป็นอาวุธป้องกันตัว แต่ความว่างเปล่ากลับต้อนรับเธอเช่นเดิม
ห้องโล่งเตียน... ไร้เงาคน
ทว่า บนหมอนสีขาวบริสุทธิ์บนเตียงนอน ที่เมื่อครู่เธอกวาดสายตาดูแล้วว่าไม่มีอะไร กลับมี "เข็มกลัดโบราณ" ฝังพลอยสีแดงเลือดนกวางสงบนิ่งอยู่ตรงกลาง... มันคือเข็มกลัดประจำตัวของมารดา ชิ้นเดียวกับที่หายสาบสูญไปในคืนวันเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เตียงราวกับถูกสะกดจิต ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบเอื้อมออกไปหมายจะแตะต้องวัตถุชิ้นนั้น ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดนโลหะเย็นเฉียบ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะเชื่องช้า เยือกเย็น และคุ้นเคยอย่างประหลาด
"คุณรินคะ..." เสียงกระซิบแหบพร่าของผู้หญิงคนหนึ่งลอดผ่านช่องใต้ประตูด้านนอกเข้ามา "ดึกมากแล้ว ทำไมยังไม่นอนอีกคะ... ประตูไม่ได้ล็อกนะคะ เปิดให้ฉันเข้าไปดูแลเถอะค่ะ"
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของแม่... แต่มันคือเสียงของสาวใช้ผู้ล่วงลับที่เพิ่งจบชีวิตลงด้วยการผูกคอฆ่าตัวตายในเรือนพักเมื่อสามวันก่อน!
รินรดาสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจติดขัด ดวงตาเบิกโพ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเธอมองเห็นลูกบิดประตูด้านใน ค่อยๆ หมุนวนด้วยตัวเองอย่างช้าๆ ทั้งที่เธอยังไม่ได้ไขกลอนเปิดออก!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความลับนี้ไปด้วยกันนะคะ — กำมะหยี่สีแดง
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 5
เสียงกระซิบยามค่ำคืน
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!