รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 6

คำเตือนจากคนใกล้ตัว

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงโลหะกระทบกันดัง *คลิก* แผ่วเบา—ทว่าชัดเจนพอก작ที่จะกรีดแทงความเงียบงันในยามวิกาลให้ฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึกขณะที่ดวงตาสตื่นตระหนกจดจ้องไปยังลูกบิดประตูทองเหลืองรมดำ มันหมุนวน... ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับมีมือที่ไร้ตัวตนกำลังออกแรงกดจากอีกฟากฝั่งของบานไม้สักหนา ความมืดมิดภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลวรภัทรราวกับจะหนาแน่นขึ้นจนกล of เป็นของเหลวที่กดทับลงบนทรวงอก หัวใจของเธอดังกระหน่ำราวกับกลองเพลิงในเทศกาลบูชายัญ สมองพยายามประมวลผลระหว่างความเป็นจริงกับความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินสติ สัมผัสจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงชัดเจน—เธอล็อกประตูแล้วแน่หนา เธอกดสลักกลอนทองเหลืองลงจนสุดเสียงด้วยซ้ำ ไฉนเลย... มันจึงกำลังขยับ? *แกร๊ก...* ลูกบิดหยุดหมุนค้างอยู่ครึ่งทาง รินรดาก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ส้นเท้าสะดุดเข้ากับพรมขนสัตว์หนานุ่มจนเกือบเสียหลัก แต่เธอก็ฝืนยึดทรงตัวไว้ได้ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความระคนกันระหว่างความกลัวและความโกรธขึงที่ถูกคุกคามในพื้นที่ส่วนตัว ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความสงบสุข หากเป็นความเงียบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ เธอกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ตัดสินใจรวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าทั้งหมดที่มี พุ่งตัวเข้าไปคว้าเชิงเทียนทองเหลืองหนักอึ้งบนโต๊ะข้างเตียงมาถือไว้มั่น ปลายนิ้วกำก้านโลหะเย็นเฉียบจนปวดร้าว ก่อนจะกระชากประตูบานนั้นเปิดผางออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี! "ใคร!" เสียงตวาดกร้าวหลุดรอดจากลำคอแห้งผาก แสงไฟสลัวจากโคมไฟทางเดินสาดส่องลอดผ่านกรอบประตู เผยให้เห็นร่างระหงของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยืนค่อมตัวอยู่ ร่างนั้นสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวไม่แพ้กัน รินรดาชะงัก เชิงเทียนในมือค้างเติ่งกลางอากาศ เมื่อเพ่งพินิจเงาร่างนั้นชัดๆ ลมหายใจที่ติดขัดก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนสงสัย "ป้า... ป้าจันทร์?" หญิงสูงวัยผู้สวมชุดแม่บ้านสีเทาเข้มหม่นหมองทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างหมดแรง มือเหี่ยวย่นสั่นเทาระริกยกขึ้นปาดหยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรินรดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา ความตื่นตระหนก และ... คำเตือนบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องลึก "คุณหนู..." เสียงแหบพร่าของป้าจันทร์สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แก กวาดสายตามองไปรอบโถงทางเดินด้วยความหวาดระแวง ราวกับเกรงกลัวว่าจะมีใครบางคนซ่อนตัวอยู่ในความมืด "อย่าส่งเสียงดัง... ได้โปรด รีบเก็บข้าวของแล้วหนีไปจากที่นี่เถอะค่ะคุณหนู" รินรดาลดเชิงเทียนลงช้าๆ ความตึงเครียดในกายคลายลงครึ่งหนึ่ง แต่ถูกแทนที่ด้วยความงุนงงระคนระแวง เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเสมอกับหญิงชราผู้เคยเลี้ยงดูเธอมาแต่เล็กแต่น้อย ก่อนที่ครอบครัวของเธอจะประสบอุบัติเหตุปริศนา และเธอถูกรับตัวมาอยู่ในกรงทองแห่งนี้ "ป้าจันทร์หมายความว่ายังไงคะ? ทำไมจู่ๆ ถึงมาหาฉันกลางดึกแบบนี้ แล้วเรื่องหนี... หนีอะไร?" ป้าจันทร์เอื้อมมือที่สั่นเทามาคว้าชายกระโปรงของรินรดาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหญิงสาวตรงหน้าจะหายวับไปในอากาศ แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนรินรดารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของคนแก่คนนี้ "ดิฉันทำงานที่นี่มาสามสิบปีค่ะคุณหนู ดิฉันเห็นอะไรต่ออะไรมามากเกินกว่าที่คนนอกจะจินตนาการได้..." ป้าจันทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงกระซิบของแกแหบแห้งและเต็มไปด้วยความหวาดผวา "คุณผู้หญิง... ท่านไม่ใช่คนอย่างที่คุณหนูคิด บ้านหลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาบนความสุจริต แต่มันถูกค้ำจุนด้วยเลือดและคำสาป... ทุกคนที่เข้ามาสืบเรื่องการตายของคุณพ่อคุณแม่คุณหนู ไม่มีใครเคยได้ออกไปจากที่นี่ทั้งเป็นสักคน!" หัวใจของรินรดาเต้นกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสาง หากแต่เป็นชื่อของ 'คุณหญิงมณี' และปมปริศนาการตายของบุพการีที่เธอเพียรตามหาความจริงมาตลอดสามปีเต็ม ธันวาเคยเตือนเธอแล้วว่าการก้าวเข้ามาในคฤหาสน์วรภัทรเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ปากเหวแห่งความตาย แต่เธอคิดว่าด้วยอำนาจทางกฎหมายและหลักฐานบางส่วนที่เธอมี จะทำให้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือของหญิงผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นได้ "ป้าจันทร์รู้เรื่องอุบัติเหตุของพ่อแม่ฉันเหรอคะ? ป้ารู้อะไร บอกฉันมาสิ!" รินรดาเค้นเสียงถาม รุกเร้าด้วยความร้อนรน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับไหล่ผอมเกร็งของหญิงชรา "ดิฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่า... ความโลภมันน่ากลัวกว่าผีสาง" ป้าจันทร์ส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่น "และคืนนี้... สายตาคู่นั้นกำลังจับจ้องคุณหนูอยู่ค่ะ ท่านรู้ว่าคุณหนูแอบเข้าไปในห้องทำงานของคุณชายใหญ่เมื่อตอนหัวค่ำ ท่านรู้ทุกฝีก้าว... และคืนนี้ ท่านจะไม่ปล่อยให้คุณหนูได้เห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้แน่!" ราวกับคำพูดนั้นเป็นประกาศิต ทันใดนั้น ไฟทิวทัศน์รอบคฤหาสน์ก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เสียงลมพายุข้างนอกโหมกระหน่ำซัดสาดหน้าต่างกระจกบานใหญ่จนเกิดเสียงดังโครมคราม บรรยากาศภายในห้องนอนแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกดำ รินรดาลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นในหัว เธอหันขวับไปมองที่หน้าต่างระเบียง และในเสี้ยววินาทีที่สายฟ้าฟาดประกายวาบขึ้นท้องฟ้า แสงสีขาวโพลนสว่างวาบก็เผยให้เห็นเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่หลังผ้าม่านโปร่งสีขาวตรงระเบียงห้อง! เงาร่างนั้นไม่ได้หลบซ่อน... มันกำลังยืนมองตรงมาที่เธอด้วยรอยยิ้มที่แม้จะมองไม่เห็นชัดเจนผ่านผ้าโปร่ง แต่รินรดากลับรับรู้ได้ถึงความเย็นเยียบและอำมหิตที่แผ่ซ่านทะลุกระจกเข้ามา ป้าจันทร์กรีดร้องลั่นด้วยความหวาดสุดขีดเมื่อหันไปเห็นเงานั้น ก่อนที่เสียงกรีดร้องจะถูกตัดขาดหายไปในลำคอ เมื่อร่างผอมเกร็งของหญิงชราถูกกระชากถอยหลังหายลับไปจากกรอบประตูด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ ทิ้งไว้เพียงเสียงครางฮือในลำคอและความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว! รินรดากลั้นหายใจ นัยน์ตาเบิกโพ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เธอขยับถอยหลังทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ขณะที่เงาร่างหลังผ้าม่านโปร่งนั้นค่อยๆ ก้าวผ่านกระจกใสเข้ามาในห้องทีละน้อย พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้เธอทุกที... ทุกที... "...รินรดา หลานรัก ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ ไยจึงยังไม่นอนอีกเล่า?" น้ำเสียงเยียบเย็นอันคุ้นเคยดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับกลิ่นหอมหวานฉุนของดอกราตรีที่โชยเข้าเตะจมูก รินรดาผงะถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องที่เย็นเฉียบ ทางตัน... ไร้ทางหนี ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — กำมะหยี่สีแดง
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%