กลิ่นหอมหวานฉุนของดอกราตรีไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกเคลิบเคลิ้ม ตรงกันข้าม มันกลับส่งกลิ่นอายคุกคามราวกับพิษร้ายที่แฝงมาในกลีบดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ แผ่นหลังที่แนบชิดกับผนังปูนเย็นเยียบช่วยดึงสติให้เธอตื่นตัวถึงขีดสุด ทางตัน—ใช่ นี่คือทางตันทั้งในแง่กายภาพและสถานการณ์
เงาร่างระหงที่ก้าวพ้นม่านเงาดำของระเบียงไม่ได้รีบร้อน ความเย่อหยิ่งถูกหล่อหลอมไว้ในทุกย่างก้าวที่กระทบพื้นไม้ เสียงส้นรองเท้าดัง *กริ๊กลงน้ำหนัก* เป็นจังหวะจะโคน เปรียบเสมือนนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง เมื่อแสงจากโคมไฟสนามด้านนอกลอดผ่านกระจกสีชาเข้ามา ร่างของผู้มาเยือนก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตา
คุณหญิงมณีในชุดไหมสีนิลสนิท ทรงผมเกล้าเก็บเรียบร้อยไร้ที่ติ ใบหน้านั้นแทบไม่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ผ่านการลับมาอย่างดี มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่รินรดาเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ บนโต๊ะทำงานของบิดา... รอยยิ้มของผู้ล่าที่กำลังมองเหยื่อในกรง
"ไม่คิดเลยว่าหนูรินจะมีความสามารถในการ... *ปีนป่าย* เข้ามาในเขตหวงห้ามยามวิกาล" น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทว่ากลับเย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท "พ่อเธอคงไม่ได้อบรมสั่งสอนมารยาทเหล่านี้ไว้กระมั้ง หรือว่า... สัญชาตญาณของคนตระกูลนี้ มันต่ำทรามเสียจนขัดเกลาไม่ขึ้น?"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาจุกอก ร้อนผ่าวราวกับมีถ่านแดงๆ สุมอยู่ในท้อง แต่นิสัยที่ถูกฝึกให้เก็บอาการภายใต้หน้ากากความนิ่งขรึมทำให้เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดอารมณ์นั้นลงไป ดวงตาสีเข้มจ้องมองกลับไปยังหญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัว เธอค่อยๆ ขยับตัวออกจากผนัง ยืนหยัดเต็มความสูง เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดทอนความได้เปรียบทางจิตวิทยาของคุณหญิง
"มารยาทหรือคะคุณหญิง?" รินรดาเอ่ยทวนคำ เสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงสั่นระรอกแห่งความท้าทาย "คงเทียบไม่ได้กับความ 'หน้าด้าน' ของคนที่ฉสบฉวยเอาชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตนเองอย่างหน้าตาเฉยหรอกค่ะ"
บรรยากาศในห้องแคบๆ อุณหภูมิลดฮวบลงทันตาเห็น รอยยิ้มบนมุมปากของคุณหญิงมณีเลือนหายไปในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่คมจดจ้องเข้ามาที่รินรดาราวกับจะแผดเผาให้เป็นจุล ทว่าเธอกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจและเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"ปากกล้า... สมกับที่เป็นลูกสาวของคนทรยศ" คุณหญิงมณีสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นดอกราตรีตีรวนจนน่าเวียนหัว "เธอคิดจริงๆ หรือเด็กน้อย ว่าการเข้ามาขุดคุ้ยเรื่องเน่าเฟะในอดีต จะทำให้เธอเปลี่ยนความจริงได้? หลักฐานที่เธอพยายามตามหา... มันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่วันที่พ่อของเธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอย่างน่าอนาถแล้ว"
"โกหก!" รินรดาเผลอหลุดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย มือที่กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดนั้นช่วยดึงเธอไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปกระชากหน้ากากจอมปลอมของผู้หญิงตรงหน้า "พ่อฉันไม่มีทางฆ่าตัวตาย! ท่านถูกฆาตกรรม... และคุณก็คือคนสั่งการ!"
คุณหญิงมณีหรี่ตาลง ท่าทีเยือกเย็นเริ่มมีรอยร้าวเผยให้เห็นความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใน มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยกขึ้นแตะปลายคางตัวเองอย่างใช้ความคิด หล่อนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้รินรดาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน
"ถ้าคิดว่าฉันทำ... ทำไมเธอถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ล่ะ? ทำไมตำรวจถึงปิดคดีไปตั้งนานแล้ว? รู้ไหมรินรดา คนฉลาดเขาไม่เอาไข่ไปกระทบหินหรอกนะ เพราะนอกจากจะแตกละเอียดแล้ว เธอยังจะไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะกลบหน้า" คุณหญิงกระซิบเสียงต่ำด้วยถ้อยคำที่เฉียบคมราวกับมีดโกน "เลิกเล่นเป็นนักสืบตกกระป๋องเสียที ก่อนที่เธอจะตามพ่อแม่เธอลงไปยมโลกโดยที่ยังไม่ทันได้ร่ำลาใคร"
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอลงไป เธอจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความไร้มนุษยธรรม รินรดายกยิ้มมุมปากขึ้นบ้าง—รอยยิ้มที่จำลองมาจากอีกฝ่ายอย่างไร้ที่ติ
"ถ้าฉันต้องลงไป... ฉันก็สัญญาค่ะคุณหญิง ว่าฉันจะลาก 'คุณ' ลงไปชดใช้กรรมด้วยกันทุกภพทุกชาติ"
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้ว์ดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้หน้าของรินรดาหันไปตามแรงเหวี่ยง รสชาติเค็มปร่าของเลือดคลุ้งอยู่ในโพรงปาก แต่รินรดาไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นกุมแก้มที่ขึ้นรอยแดงเป็นปื้น เธอกลับหันกลับมาจ้องหน้าคุณหญิงมณีด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่ไม่มีวันดับมอด
คุณหญิงมณีสะบัดมือเบาๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่หลุดจากการควบคุม "สามหาว! คนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างแก กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับฉัน!"
"ถ้าฉันไร้หัวนอนปลายเท้า แล้วทำไมคุณหญิงถึงต้องส่งคนตามรังควานฉันทุกฝีก้าวล่ะคะ?" รินรดาเอ่ยสวนกลับทันที น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่ทรงพลังจนคุณหญิงชะงัก "ความกลัว... มันกำลังกัดกินใจคุณอยู่ใช่ไหมคะคุณหญิง?"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคุณหญิงมณีที่แสดงถึงความโกรธจัด หล่อนสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา ก่อนจะยกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นอีกครั้ง
"ดี... ปากดีแบบนี้ ให้มันได้ตลอดก็แล้วกัน" คุณหญิงมณีผายมือไปทางประตู "เชิญออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ... ไม่ให้เธอได้เดินออกไปเฉยๆ แบบนี้"
รินรดากัดฟันกรอด เธอรู้ว่าวันนี้เธอกำลังเพลี่ยงพล้ำและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถอย เธอยืดอกขึ้นอย่างสง่างาม ปรายตามองหญิงสูงวัยด้วยความเย้ยหยันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินสาวเท้าผ่านความมืดของระเบียงมุ่งหน้าไปยังทางออก ทิ้งให้คุณหญิงมณียืนหายใจกระฟัดกระเฟียดอยู่เบื้องหลัง
ทว่า... เมื่อรินรดาก้าวพ้นประตูกระจกกลับมาสู่สวนหย่อมด้านนอก ความมืดมิดของรัตติกาลกลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด
เงาร่างสูงโปรดของใครบางคนยืนพิงลำต้นพญาสัตบรรณอยู่ เงียบงันและนิ่งสนิทในความมืด แสงจันทร์สลัวสะท้อนสันกรามคมคายและแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนเคร่งขรึม
ธันวา...
ทนายความหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำถามใดๆ ทันทีที่เธอเดินเข้าไปใกล้ เขากลับถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตนเองออกอย่างไร้คำพูด แล้วนำมาคลุมไหล่ให้รินรดาราวกับล่วงรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังบานประตูนั้น
"เธอบาดเจ็บ" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองรอยแดงรูปฝ่ามือบนแก้มขาวเนียนของเธอ ความโกรธระลอกใหม่ฉายชัดขึ้นในแววตาของชายหนุ่ม "และเธอเล่นเกมเกินตัวเกินไปแล้ว รินรดา"
รินรดานิ่งงัน เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธและผลักไสความห่วงใยนั้นออกไปตามความเคยชิน ทว่าก่อนที่เสียงของเธอจะหลุดรอดจากริมฝีปาก ประตูบานใหญ่ด้านหลังพวกเขากลับเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ
*“จับตัวมันไว้! อย่าให้ใครหนีไปได้เด็ดขาด! พวกมันขโมย 'สมุดบัญชี' ไปแล้ว!”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งไปในม่านหมอกแห่งความลับนี้ด้วยกันครับ - กำมะหยี่สีแดง
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 7
ภายใต้หน้ากาก
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!