“ถอยออกไป! ฉันบอกให้พวกคุณถอยออกไปเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะคอกของรินรดาดังแข่งกับเสียงชัตเตอร์ที่รัวกึกก้องเหมือนห่ากระสุน แสงแฟลชวูบวาบสลับไปมาในความมืดจนเธอพร่าพรายไปหมด ใบหน้าของคุณหญิงมณีที่ยืนเด่นอยู่หน้าประตูนั้นไม่ได้มีความโศกเศร้าหรือสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย มุมปากของหญิงสูงวัยผู้นั้นยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในใจของรินรดาเหมือนคมมีดอาบยาพิษ
“ใจเย็นเถอะค่ะ ริน... ความจริงคือสิ่งที่ไม่ตาย และพวกเขาก็แค่ฝูงสัตว์ที่รอเวลาหิวโซเท่านั้น”
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูแทรกเข้ามาท่ามกลางความโกลาหล ธันวาก้าวเข้ามาคว้าข้อมือของเธอไว้ สัมผัสจากฝ่ามือที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้รินรดาที่กำลังสั่นเทาเริ่มตั้งสติได้ เขาไม่ได้พูดอะไรกับสื่อมวลชนแม้แต่คำเดียว แต่แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นกดดันจนฝูงนักข่าวต้องล่าถอยไปโดยไม่รู้ตัว
“จัดฉากได้แนบเนียนมากค่ะคุณหญิง” รินรดาแค่นหัวเราะ ทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก “แต่เสียใจด้วยนะคะ ละครฉากนี้... คุณอาจจะไม่ได้เป็นคนเดียวที่เขียนบท”
คุณหญิงมณีชะงัก รอยยิ้มที่เคยเยือกเย็นแข็งค้างไปชั่วขณะ เธอขยับผ้าคลุมไหล่ราคาแพงแล้วเชิดหน้าขึ้น “พูดอะไรเพ้อเจ้อไปเถอะรินรดา กฎหมายกับความจริงน่ะ บางทีมันก็มีเส้นบางๆ กั้นอยู่... และดูเหมือนว่าวันนี้ เส้นนั้นกำลังจะขาดลงเพราะมือของเธอเอง”
เมื่อร่างของคุณหญิงลับไปพร้อมกับแสงแฟลชที่ค่อยๆ จางหาย ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องพักที่เหลือเพียงร่องรอยของความพินาศ รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนัง ลมหายใจหอบถี่
“เราพังแล้วธันวา...” เธอพึมพำ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้น “เขาทำลายชื่อเสียงของฉันหมดแล้ว พยานคนสุดท้ายที่ฉันหวังพึ่ง... เขาหายไปตั้งแต่วันที่ข่าวหลุดออกไป”
ธันวาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปนอกอาคารที่มืดมิด เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหันกลับมามองคนรักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ใครบอกว่าพยานหายไปล่ะครับ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ฉันหมายถึง ใครบอกว่าเราเหลือตัวเลือกเดียว?”
“คุณหมายความว่ายังไง?” รินรดาเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน
ธันวาหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่ดูมอมแมมออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเธออย่างเบามือ “คนที่คุณคิดว่าตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีที่แล้ว... แท้จริงแล้วเขาแค่หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในคืนที่บ้านของคุณถูกเผา เขาก็อยู่ที่นั่น”
รินรดาชะงัก มือที่เอื้อมไปหยิบซองจดหมายสั่นเทา “คุณ... คุณไปเอาสิ่งนี้มาจากไหน”
“เขากลับมาหาฉันเอง ในวันที่เขารู้ว่าคุณกำลังจะถูกลากลงเหว” ธันวาพูดเสียงแผ่ว “เขาเก็บไฟล์เสียงและรูปถ่ายที่พิสูจน์ว่าคืนนั้นใครเป็นคนจุดไฟเผาบ้านของคุณ... และไม่ใช่แค่บ้าน แต่รวมถึงหลักฐานที่แสดงว่าคุณหญิงมณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตระกูลคุณด้วย”
รินรดาแกะซองออก หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นภาพถ่ายในนั้น มันคือภาพของชายคนหนึ่งที่คุ้นตาที่สุด—ชายที่เคยเป็นคนขับรถคนสนิทของพ่อเธอ คนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนทุกคนคิดว่าเขาเสียชีวิตไปพร้อมกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้น
“เขาอยู่ที่ไหนตอนนี้?” เธอถามเสียงสั่น
“เขากำลังรออยู่ที่เซฟเฮาส์นอกเมือง” ธันวาคว้ากุญแจรถ “เราจะไปหาเขาทันที ถ้าเราได้พยานปากเอกคนนี้ขึ้นศาล ทุกอย่างที่เขาสร้างมาจะพังทลายลงในพริบตา”
รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปราย ธันวาขับรถด้วยความเร็วที่แม่นยำ รินรดามองออกไปนอกหน้าต่าง ใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวังที่ไม่ได้สัมผัสมานาน เธอรู้ดีว่านี่คือการเดินทางที่อันตรายที่สุด เพราะหากศัตรูรู้ว่าพยานปากนี้ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ทั้งสองไปถึงที่หมายอย่างแน่นอน
ตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยความกดดัน ทั้งคู่ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร รินรดามองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าต่าง เธอดูอ่อนแอ แต่ในแววตาที่สะท้อนออกมานั้นมีความเด็ดเดี่ยวซ่อนอยู่ เธอจะไม่ยอมเป็นเหยื่อในละครเรื่องนี้อีกต่อไป
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางลูกรังห่างไกล แสงไฟหน้ารถก็สาดส่องไปกระทบกับรถยนต์สีดำคันหนึ่งที่จอดขวางอยู่กลางถนน ธันวาเบรกกะทันหันจนตัวโยน ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ตระหนักได้ในทันทีว่า... พวกเขาไม่ได้มาถึงก่อนคนอื่น
“ลงจากรถซะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับลำกล้องปืนที่จ่อเข้ามาที่กระจกฝั่งคนขับ
รินรดากำซองจดหมายในมือแน่น เธอหันไปมองธันวาที่พยายามคว้าอาวุธที่ซ่อนอยู่ข้างเบาะ “ธันวา... อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะคะ”
ทว่าในวินาทีที่กระจกหน้าต่างถูกทุบจนแตกกระจาย ประตูรถฝั่งคนขับก็ถูกกระชากเปิดออก พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยที่สุดดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังรถคันสีดำนั่น
“ปล่อยเขาไปเถอะ... เพราะหลักฐานชิ้นที่อยู่ในมือรินรดาน่ะ มันเป็นแค่ของปลอม”
เสียงนั้นเย็นเยียบและทรงพลัง รินรดาหันขวับไปมอง ร่างหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากรถคันสีดำไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่เธอคิดว่าเป็นมิตรแท้เพียงหนึ่งเดียวของเธอมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา... คนที่เธอมอบความเชื่อใจให้หมดหัวใจ!
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจนภายใต้แสงไฟ “เธอ... นี่เธอคือคนของมณีเหรอ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เพื่อนสนิทของเธอจะแสยะยิ้มที่ดูใจร้ายที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “ฉันไม่ได้เป็นคนของใคร... ฉันก็แค่คนที่ได้รับมอบหมายให้ ‘จัดการ’ กับรอยจารึกในม่านหมอกนี้ให้หายไปตลอดกาล”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในบทนี้ไปพร้อมกับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 40
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!