รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 2

เงาในบ้านหลังใหญ่

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องโถงทางเดินที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า รินรดากำกุญแจดอกนั้นไว้แน่นจนคมเหล็กบาดลึกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ ความเย็นเยียบของมันไม่ได้มาจากอุณหภูมิของวัตถุ แต่มาจากคำเตือนของหญิงชราในตอนที่แล้วที่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท *‘สิ่งที่อยู่ข้างใน... จะเป็นคนไขชีวิตของเจ้าเอง’* บ้านหลังใหญ่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พำนัก แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่หายใจรวยรินอยู่ภายใต้เงามืด รินรดาผลักบานประตูไม้สักแกะสลักหนักอึ้งเปิดออก กลิ่นอายของฝุ่นผงที่หมักหมมมานับสิบปีปะทะเข้ากับใบหน้า ความโอ่อ่าของโถงรับแขกไม่ได้ทำให้เธอมองเห็นความมั่งคั่ง แต่มันสะท้อนภาพของกรงขังที่ถูกประดับประดาด้วยหยากไย่และกาลเวลา “ดูเหมือนคุณจะไม่ได้ถูกเชิญให้มาเป็นแขกเสียทีเดียว” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืดหลังบันไดวน รินรดาชะงัก ปลายเท้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าหยุดกึกทันที เธอไม่ได้หันไปมองในทันที แต่ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เพื่อสงบจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ “ทนายธันวา” เธอเรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความประหลาดใจ “ผมควรจะคาดหวังคำต้อนรับที่อบอุ่นกว่านี้ไหม หรือว่าความยุติธรรมที่คุณยึดถือ มันมีราคาค่างวดจนต้องวางแผนต้อนรับผมด้วยความเงียบแบบนี้” ธันวาก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูงฉายให้เห็นใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งขรึมเกินวัย นัยน์ตาของเขาไม่ได้สบตากับเธอโดยตรง แต่จับจ้องไปที่กุญแจในมือรินรดาด้วยแววตาที่อ่านยาก “ความยุติธรรมไม่มีราคา แต่คนในบ้านหลังนี้มี...” เขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา “คุณหญิงมณีสั่งให้ผมมาเตือนคุณ รินรดา ทางเดินข้างหน้าไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ และกุญแจในมือคุณ... อาจเป็นสิ่งที่ไขประตูไปสู่ความตายของคนในตระกูลคุณเอง” “ขู่ผมเหรอ?” รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่ถือกุญแจสั่นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น “ครอบครัวของผมตายไปนานแล้ว ธันวา สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่คือการเก็บกวาดเศษซากความผิดพลาดที่คุณหญิงของคุณเป็นคนก่อ” บรรยากาศในโถงกว้างอึดอัดขึ้นฉับพลัน ธันวาเอื้อมมือขึ้นมาเหมือนจะแตะไหล่เธอ แต่แล้วเขาก็ชะงักและลดมือลง “ถ้าคุณยืนกรานจะเดินหน้าต่อ ผมก็ทำได้เพียงแค่ดู... แต่จำไว้เถิดว่าที่นี่ไม่มีมิตร มีเพียงผู้ล่ากับเหยื่อ” รินรดาไม่ตอบ เธอเดินเลี่ยงเขาขึ้นไปยังบันไดชั้นสอง เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้าฟังดูเหมือนเสียงกรีดร้องสั้นๆ ของใครบางคน เธอเดินผ่านภาพวาดสีน้ำมันของบรรพบุรุษที่ดวงตาของพวกเขาดูเหมือนจะเคลื่อนไหวตามทุกย่างก้าวของเธอ ความรู้สึกถึงการจับจ้องไม่ได้มาจากภาพวาดเหล่านั้น แต่มันมาจากช่องว่างระหว่างม่านผ้าม่านที่ปิดสนิท เมื่อถึงโถงทางเดินชั้นบน เธอหยุดยืนหน้าห้องสมุดประจำตระกูล บานประตูถูกแง้มไว้เพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเธอแทบหยุดเต้นไม่ใช่ความมืดในห้องนั้น แต่คือร่องรอยของการค้นหา ข้าวของในห้องถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย หนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งถูกฉีกทิ้งกองอยู่กับพื้น ราวกับมีคนต้องการทำลายร่องรอยบางอย่างก่อนที่เธอจะมาถึง “ใคร?” รินรดาตะโกนถาม เสียงของเธอแหบพร่า “ออกไปให้พ้น!” ไม่มีคำตอบ แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น เมื่อเงาดำรูปร่างสูงใหญ่เคลื่อนที่ผ่านหลังม่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว รินรดาไม่รอช้า เธอวิ่งตามไปทันทีจนถึงริมระเบียง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดลง บนระเบียงนั้นไม่มีใครอยู่... นอกจากกรอบรูปเก่าที่ถูกวางทิ้งไว้ตรงเก้าอี้โยกที่กำลังไกวตัวไปมาตามแรงลม ทั้งที่หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายอย่างแน่นหนา เธอก้มลงหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดู มันเป็นรูปถ่ายครอบครัวที่ควรจะมีเธออยู่ด้วย แต่ใบหน้าของพ่อและแม่ในรูปกลับถูกกากบาทด้วยหมึกสีแดงสดจนดูเหมือนบาดแผลที่กำลังหลั่งเลือด และสิ่งที่ทำให้มือของเธอเย็นเยียบจนกุญแจในมือร่วงหล่นลงกับพื้น คือลายมือที่เขียนไว้หลังรูปด้วยหมึกสีเดียวกัน *‘อย่าเชื่อใจคนที่ยืนข้างหลังเธอ ในยามที่เธอกำลังก้าวเข้าสู่ความตาย’* ในขณะที่รินรดากำลังสั่นสะท้านกับข้อความนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังก็หยุดลงที่ด้านหลังของเธอ ธันวายืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเหลือบเห็นรูปถ่ายในมือเธอ “รินรดา... ทิ้งรูปนั่นลงไปซะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา สั่นเครืออย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “อย่าได้หันกลับมามองผม... จนกว่าคุณจะวิ่งไปถึงประตูทางออก” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจารึกในม่านหมอกในตอนนี้ แล้วพบกันตอนหน้าครับ - กำมะหยี่สีแดง
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%