“ทิ้งมันไปเสีย ริน... ของพรรค์นั้นไม่ได้มีค่าอะไรนอกจากเศษกระดาษที่รอวันผุพัง”
เสียงของธันวาแหบพร่าและกดต่ำ ขณะที่สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่พัสดุห่อกระดาษสีน้ำตาลหม่น ซึ่งวางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ในห้องรับรองของสำนักงานทนายความ กลิ่นอายของความเก่าแก่ กลิ่นไอของกระดาษที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในที่อับชื้น โชยจางๆ ออกมาท้าทายประสาทสัมผัสของรินรดา
รินรดานิ่งงัน ปลายนิ้วเรียวบางของเธอสั่นระริกโดยที่เจ้าตัวพยายามกดข่มมันไว้อย่างสุดกำลัง เธอไม่ได้เงยหน้าสบตาชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หากแต่มองจ้องรอยเปื้อนหมึกจางๆ บนจ่าหน้าซองที่เขียนด้วยลายมือตวัดหัวอ่านยาก... ลายมือที่เธอคุ้นเคยดีกว่าลายมือของตัวเอง
“คุณรู้ไหมว่าทำไมมันถึงมาถึงมือฉันตอนนี้?” รินรดาถามเบาๆ เสียงของเธอราบเรียบ ทว่าสั่นไหวที่ปลายประโยคเหมือนเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ
“ผมไม่รู้ และผมก็ไม่คิดว่าเราควรจะอยากรู้” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาพาดทับลงบนห่อพัสดุราวกับจะปกป้องเธอจาก ‘บางสิ่ง’ ที่บรรจุอยู่ข้างใน “คดีของครอบครัวคุณปิดไปสิบปีแล้ว ริน ทุกหลักฐาน ทุกร่องรอยถูกฝังกลบไปพร้อมกับคำพิพากษาของศาล อย่ารื้อฟื้นมันขึ้นมาเพียงเพราะจดหมายฉบับเดียวที่ส่งมาจากความว่างเปล่า”
“ความว่างเปล่าไม่มีตัวตนหรอกธันวา” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมของหญิงสาววาวโรจน์ด้วยความรุ่มร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์เรียบหรู “แต่นี่... นี่คือลมหายใจที่ยังเหลืออยู่ของคนตาย”
รินรดาหยิบมีดกรีดกระดาษขึ้นมา ความเย็นของโลหะที่สัมผัสผิวหนังทำให้เธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง เธอไม่สนใจสายตาคัดค้านของทนายหนุ่ม ปลายมีดตวัดลงบนรอยผนึกแว็กซ์สีแดงที่ประทับตราสัญลักษณ์รูปนกฟีนิกซ์ซึ่งหักงอไปตามกาลเวลา ภายในไม่ได้มีเพียงแค่กระดาษ หากเป็นกุญแจทองเหลืองดอกเก่าที่ดูหนักอึ้งและจดหมายที่พับอย่างประณีต
เมื่อกางแผ่นกระดาษแผ่นนั้นออก กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของดอกมะลิแห้งก็ฟุ้งกระจายออกมา—กลิ่นที่พาเธอย้อนกลับไปในคืนที่คฤหาสน์ ‘วรโชติภักดี’ อาบไปด้วยแสงเพลิง
*‘ริน... ความลับไม่ได้ถูกเผาไปกับเปลวไฟ แต่มันถูกฝังไว้ใต้รากฐานของทุกอย่างที่เจ้าเรียกว่าบ้าน กลับมา... ก่อนที่มณีจะลบล้างชื่อของเจ้าไปตลอดกาล’*
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บปวดในทรวงอก เธอจำได้ดีถึงน้ำเสียงเย็นเยียบของคุณหญิงมณีที่เคยกล่าวว่า ‘ความตายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบ’ ใครกันที่กล้าส่งของสิ่งนี้มาให้เธอในวันที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม
“ริน คุณหน้าซีดมาก” ธันวารีบอ้อมโต๊ะเข้ามาประคอง ทว่ารินรดาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณของการระแวดระวัง
“ฉันต้องไปที่นั่น” เธอเอ่ยขึ้นหลังจากความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ “ไปที่คฤหาสน์”
“นั่นคือการฆ่าตัวตายชัดๆ” ธันวาเค้นเสียง “คุณหญิงมณีครองทุกตารางนิ้วในคฤหาสน์หลังนั้น เธอไม่ปล่อยให้คนทรยศอย่างคุณกลับเข้าไปเหยียบที่นั่นหรอก โดยเฉพาะหลังจากที่คุณทิ้งมรดกและชื่อเสียงของตระกูลไปทั้งหมด”
“เธอไม่ปล่อยให้ฉันไป... แต่เธอจะไม่มีวันขวางฉันได้ ถ้าฉันไปในฐานะเจ้าของกุญแจดอกนี้” รินรดาชูกุญแจดอกนั้นขึ้น แสงไฟในห้องสะท้อนบนเนื้อโลหะจนเกิดเป็นประกายที่ดูคล้ายเขี้ยวเล็บ “ธันวา... ถ้าคืนนี้ฉันไม่ติดต่อกลับมา ให้ถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ฉันบอกคุณ”
รินรดาหยิบกระเป๋าถือ ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานไป ทิ้งให้ทนายหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่กับความกังวลที่พุ่งพล่านอยู่ในอก เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจะกดเลขหมายปลายทาง ทว่าทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ
หญิงวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บประณีต ใบหน้าฉาบด้วยเครื่องสำอางราคาแพงที่ปิดบังร่องรอยแห่งวัยได้มิดชิดยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น คุณหญิงมณีไม่ได้มองมาที่ธันวา แต่สายตาที่เหมือนมีดโกนของเธอกลับจ้องมองไปยังรอยกาวบนซองพัสดุที่ถูกฉีกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ
“ดูเหมือน ‘ลูกนก’ จะเพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่ไปสินะ” น้ำเสียงของคุณหญิงมณีเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูเบาบางจนแทบหายใจไม่ออก
รินรดาที่เพิ่งก้าวพ้นประตูอาคารไปไม่กี่ก้าวชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นรถลีมูซีนสีดำคันคุ้นตาจอดนิ่งสนิทขวางเส้นทางอยู่ กระจกข้างค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านใน—ไม่ใช่คุณหญิงมณี แต่เป็น ‘หญิงรับใช้เก่าแก่’ ที่หายตัวไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน
หญิงชราหันมาสบตาเธอ แววตาที่ขุ่นมัวเลือนรางคู่นั้นขยับยิ้มที่มุมปากอย่างน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะยื่นมือเหี่ยวย่นออกมานอกหน้าต่าง ในมือของเธอมีรูปถ่ายใบหนึ่งที่ขอบกระดาษไหม้เกรียม รินรดาแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นว่าในรูปนั้น... คือตัวเธอเองในวัยเด็ก ที่กำลังยืนกุมมือของใครบางคนอยู่ใต้เงาของรูปปั้นในสวนคฤหาสน์ โดยที่มีเงาร่างปริศนาอีกร่างยืนมองดูพวกเขาจากหน้าต่างชั้นสอง... หน้าต่างบานที่ควรจะไม่มีใครอยู่เลยในคืนนั้น
“กุญแจดอกนั้นไขได้แค่ประตูบ้าน...” หญิงชรากระซิบ เสียงของเธอแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของกิ่งไม้ “แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน... จะเป็นคนไขชีวิตของเจ้าเอง รินรดา”
ความขอบคุณจากใจ: ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในม่านหมอกแห่งความลับนี้ด้วยกันครับ - กำมะหยี่สีแดง
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 1
จดหมายจากอดีต
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!