"คุณมีเวลาตัดสินใจแค่ตอนที่ผมผูกไทให้เสร็จเท่านั้น รินรดา... ความเงียบของคุณคือคำตอบที่น่ากลัวที่สุด"
ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากกระจกเงา นิ้วเรียวยาวของเขาขยับปมผ้าไหมสีเข้มอย่างเชื่องช้า ทว่ารินรดากลับรู้สึกเหมือนบ่วงบาศก์กำลังรัดคอเธอเข้าจริงๆ หญิงสาวมองภาพตัวเองในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้ายามวิกาล—สีเดียวกับที่ครอบครัวของเธอสวมใส่ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นเถ้าถ่าน
"ถ้าฉันกระโดดออกไปทางหน้าต่าง คุณจะยอมรับไหมว่านั่นคือการตัดสินใจของฉัน ไม่ใช่การที่คุณบีบให้ฉันเดินเข้ากองเพลิง" เธอถาม เสียงเรียบสนิทราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันกระเพื่อม
ธันวาหยุดมือที่คอเสื้อ เขาหันมาสบตาเธอผ่านเงาสะท้อน แววตาคมกริบของทนายความหนุ่มทอประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก "ถ้าการกระโดดนั้นทำให้คุณรอด ผมยอมให้คุณถีบผมลงไปแทนด้วยซ้ำ"
เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมไม้กฤษณาจางๆ ของเขาทำให้เธอต้องกัดริมฝีปากแน่น "งานเลี้ยงคืนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของชนชั้น แต่มันคือสนามล่าที่เปิดกว้าง ริน... หน้ากากของคุณต้องแนบสนิทกว่านี้ อย่าให้คุณหญิงมณีเห็นรอยร้าวแม้แต่นิดเดียว"
รถลีมูซีนสีดำสนิทเคลื่อนตัวเข้าสู่คฤหาสน์รัตนกูล สถานที่ที่เปรียบเสมือนป้อมปราการแห่งความเงียบงัน เสียงดนตรีคลาสสิกคลอเบาๆ ผสมกับเสียงหัวเราะปรุงแต่งของเหล่าผู้มีหน้ามีตาในสังคม รินรดาสูดหายใจลึก ก้าวเท้าลงจากรถด้วยความสง่างามที่ฝึกฝนมาอย่างดี ทว่าในใจกลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ สายตานับสิบคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ รินรดาคือความแปลกแยกที่น่าค้นหา เธอเป็นหญิงสาวที่ควรจะตายไปพร้อมกับตระกูลที่ล่มสลาย แต่กลับยืนตระหง่านอยู่ตรงนี้ด้วยรัศมีที่ไม่มีใครกล้าสบตา
"คุณหญิงคะ แขกที่คาดไม่ถึงมาถึงแล้วค่ะ" เสียงซุบซิบดังขึ้นข้างหู แต่รินรดาไม่สนใจ เธอเดินตรงไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ใจกลางห้อง—ใจกลางของอาณาจักรที่เธอตั้งใจจะทำลาย
คุณหญิงมณีในชุดผ้าไหมสีงาช้างประดับเพชรเม็ดโตจนดูหนักอึ้ง หันมามองเธอด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "แม่รินรดา... นึกว่าหนูจะหายสาบสูญไปกับโคลนตมเสียอีก ยินดีที่ได้เห็นว่าหนูยังรักษา 'ของชิ้นสุดท้าย' ของตระกูลไว้ได้ครบถ้วนนะจ๊ะ"
คำพูดนั้นจี้จุดตายของเธอ รินรดายิ้มตอบ ความเย็นชาในแววตาทำให้คุณหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง "ดิฉันแค่มาทำหน้าที่แทนสิ่งที่ควรจะได้รับความยุติธรรมค่ะ คุณหญิงเองก็คงเข้าใจดีว่าของบางอย่าง... ต่อให้พยายามฝังให้ลึกแค่ไหน กลิ่นของมันก็มักจะโชยขึ้นมาเสมอ"
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที ธันวาที่ยืนอยู่ข้างหลังขยับตัวเล็กน้อยเป็นเชิงเตือน แต่รินรดาไม่หยุดเพียงแค่นั้น เธอหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมา จิบเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดังพอจะให้คนรอบข้างได้ยิน
"ได้ยินว่าค่ำคืนนี้จะมีเรื่องน่ายินดีเกี่ยวกับโครงการย่านธุรกิจใหม่... โครงการที่ตั้งอยู่บนผืนดินผืนเดียวกับที่ครอบครัวของดิฉันเคยพำนัก หวังว่าฐานรากของอาคารคงไม่โอนเอนนะคะ เพราะถ้ามันพังลงมา คนที่อยู่ข้างบนคงได้รับผลกระทบไม่น้อย"
คุณหญิงมณีหน้าซีดลงเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "คนสวยมักพูดจาเพ้อเจ้อเสมอสินะจ๊ะ... ถ้าหนูอยากได้ความยุติธรรม ก็เชิญหาให้เจอก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกก็แล้วกัน"
เมื่อคุณหญิงเดินเลี่ยงออกไป รินรดาแทบจะทรุดลงกับพื้น โชคดีที่มือของธันวาประคองเอวเธอไว้ได้ทัน "คุณทำได้ดีเกินคาด" เขากระซิบชิดใบหู "แต่เรากำลังถูกจับตามองจากทุกคนในห้องนี้"
"ฉันเห็นแล้ว... คนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงนั่น เขาจ้องฉันมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา" รินรดาตอบ สายตาของเธอเหลือบมองชายร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืด เขาดูไม่มีตัวตน แต่กลับมีอิทธิพลอย่างน่าประหลาด
เธอกำลังจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น ทว่าชายคนนั้นกลับขยับตัวและเดินตรงเข้ามาหา เธอสังเกตเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่ข้อมือซ้ายของเขา—รอยแผลที่เธอเคยเห็นในบันทึกเก่าของพ่อก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
"คุณรินรดา..." เขาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยือก "ผมรอจังหวะนี้มานาน... จังหวะที่คุณจะเปิดเผยตัวออกมาจากม่านหมอกที่พวกมันสร้างไว้"
ชายคนนั้นหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แอบส่งให้เธออย่างแนบเนียนในจังหวะที่หมุนตัว "อ่านมันก่อนเที่ยงคืน... และอย่าเชื่อใจคนที่ยืนข้างคุณในตอนนี้เป็นอันขาด"
รินรดาใจเต้นรัว มือของเธอสั่นสะท้านขณะกำจดหมายนั้นไว้ในมือ เธอหันกลับไปมองธันวาที่ยืนรออยู่ไม่ไกลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความสงสัยที่เธอพยายามกดทับเอาไว้กลับพุ่งขึ้นมาดั่งคลื่นยักษ์
ธันวามองมาที่เธอ แววตาของเขาดูอ่อนโยน แต่ทำไม... ในจังหวะที่เขาหันไปทักทายแขกคนอื่น มือของเขาถึงได้ขยับเข้าหาซองปืนที่ซ่อนอยู่ใต้สูทอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นทนาย แต่มาเพื่อเป็น 'เพชฌฆาต' ที่รอคำสั่งบางอย่าง
เที่ยงคืนกำลังจะมาถึง และเธอก็เพิ่งรู้ว่า... สิ่งที่เธอกำลังก้าวเข้าไปหานั้น ไม่ใช่ความยุติธรรมที่เคยวาดฝันไว้ แต่เป็นเขาวงกตที่คนข้างกายเธอเป็นผู้ออกแบบไว้เองทั้งหมด
รินรดาหันไปหาธันวาที่เดินตรงเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มบางๆ "ได้อะไรมาหรือเปล่าครับ?" เขาถามขณะยื่นมือมาให้เธอ
เธอชะงัก กลิ่นเหล็กจางๆ ลอยมาจากแขนเสื้อของเขา... กลิ่นที่เธอจำได้แม่นว่าคือกลิ่นของ 'ความตาย' ที่ครอบครัวของเธอต้องเจอในคืนนั้น
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าสายหมอกไปพร้อมกับรินรดานะคะ
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 13
ค่ำคืนแห่งงานเลี้ยง
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!