“รหัสคือวันเกิดของลูกชายที่ตายไปแล้ว... รินรดา อย่ามือสั่น”
เสียงของธันวากระซิบอยู่ข้างหู ในห้องเก็บเอกสารที่อับชื้นและมืดสลัว กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่อบอวลอยู่รอบกายดูเหมือนจะบีบหัวใจให้เต้นรัวจังหวะเดียวกับเสียงเข็มนาฬิกาที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับมือที่เย็นเฉียบให้จดจ่ออยู่กับแป้นตัวเลขของตู้เซฟเหล็กกล้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เหมือนสัตว์ร้ายที่รอการถูกปลุกให้ตื่น
เธอมองหน้าทนายหนุ่มผ่านแสงไฟฉายสลัว เขาพยักหน้าให้เบาๆ แววตาของเขาไม่ได้มีความกังวลฉายชัดเท่าความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะพังทลายทุกอย่างเพื่อทวงคืนความถูกต้อง เธอหลับตาลง แวบหนึ่งภาพใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาของคุณหญิงมณีในงานเลี้ยงเมื่อคืนก็แทรกเข้ามา—รอยยิ้มที่เหมือนจะหยามหยันว่าไม่มีใครขุดคุ้ยความจริงจากหลุมฝังศพนี้ได้
*หนึ่ง-เก้า-สี่-สอง...*
เสียงกลไกเหล็กกระทบกันดัง *กริ๊ก* แผ่วเบา รินรดาแทบหยุดหายใจ ตู้เซฟค่อยๆ แง้มออกเหมือนปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินความลับที่ถูกปิดตายมานานนับสิบปี เธอเลื่อนมือที่สั่นเทาเข้าไปหยิบแฟ้มหนังสีดำสนิทออกมา ภายในนั้นไม่ใช่สมบัติหรือตราประทับตระกูล แต่มันคือปึกกระดาษที่ถูกเย็บมุมไว้อย่างประณีต
“นี่มัน...” ธันวาขยับเข้ามาใกล้ แสงไฟฉายส่องลงบนหัวกระดาษที่คุ้นตา มันคือพินัยกรรมฉบับที่มีลายเซ็นของผู้เป็นบิดา รินรดาไล่สายตาอ่านข้อความที่ถูกพิมพ์ด้วยตัวอักษรคมชัด หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าเนื้อหาในฉบับนี้แตกต่างจากสิ่งที่ถูกประกาศออกไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีชื่อของคุณหญิงมณี ไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินที่ตกอยู่ในมือศัตรู ทุกอย่างถูกจัดสรรไว้ให้เธอ... รินรดาในฐานะผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียว
“ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองรินรดา แต่มันคือบันทึกแนบท้าย” เสียงของธันวาเคร่งเครียดขึ้น เขาชี้ไปยังกระดาษแผ่นสุดท้ายที่มีคราบเหลืองจางๆ “นั่นคือหลักฐานการโอนหุ้นบริษัทในเครือทั้งหมดไปที่ชื่อของนอมินี... คนที่เป็นเจ้าของบัญชีนั่นคือพี่ชายของคุณหญิงมณี”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวที่เคยเป็นเพียงความกังขา บัดนี้มันกลายเป็นความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นในอก เธอไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เธอคือผู้ที่ถูกขโมยทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตาโดยผู้หญิงที่เธอเคยเรียกขานว่าแม่มาตลอดชีวิต
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่คนของเธอจะกลับมา” ธันวากระชับแฟ้มในมือรินรดาแน่น เขาหันไปที่ประตูบานใหญ่ของห้องทำงานที่ปิดสนิท แต่ทว่า... ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าออกจากมุมมืดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นหินอ่อนจากด้านนอก
*ตึก... ตึก... ตึก...*
จังหวะฝีเท้าที่เชื่องช้าแต่หนักแน่นหยุดลงหน้าประตูบานนั้นพอดี รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ธันวาดึงร่างของเธอให้หมอบลงหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มือของเขาคว้าปืนพกที่เตรียมมาข้างกายไว้แน่น
“ฉันรู้ว่าพวกแกอยู่ในนั้น” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของหญิงวัยกลางคนดังทะลุผ่านไม้โอ๊คหนาเข้ามา มันไม่ใช่เสียงของความโกรธ แต่มันคือเสียงของคนที่คุมเกมไว้ทั้งหมด “เปิดประตูเถอะรินรดา... ความจริงในม่านหมอกมันอาจจะดูสวยงามในตอนแรก แต่มันมักจะจบลงด้วยเลือดเสมอ”
มือของรินรดาที่กำแฟ้มพินัยกรรมสั่นระริก เธอเงยหน้าขึ้นสบตาธันวา และในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับแสงไฟจากโถงทางเดินที่สาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นเงาร่างของคุณหญิงมณีที่ยืนถือกระบอกปืนพกสีเงินแวววาวจ่อตรงมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายแข็งตัว
ความหวังที่จะได้รับชัยชนะในคืนนี้มอดดับลงไปพร้อมกับการก้าวเท้าเข้าสู่กับดักที่ไร้ทางออกรินรดาจะทำอย่างไรเมื่อความเป็นความตายห่างกันเพียงแค่ปลายนิ้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยแยกของความจริงและความลวงไปกับรินรดาและกำมะหยี่สีแดงนะคะ
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 32
ความจริงในตู้เซฟ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!