“เอกสารพวกนี้... คุณหญิงคิดหรือคะว่ามันจะลบความทรงจำของคนทั้งเมืองได้”
เสียงของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับอยู่ในห้องทำงานโอ่อ่า กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเคล้ากับกลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าสะท้อนถึงรสนิยมที่ไร้ที่ติ แต่ทว่าในเวลานี้ มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกรงขังที่เต็มไปด้วยเข็มพิษ เธอก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ สายตาจ้องเขม็งไปยังคุณหญิงมณีที่นั่งนิ่งดุจรูปปั้นหินอ่อน
คุณหญิงมณีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า นิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตกรีดผ่านขอบกระดาษอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปิดมันลงด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“ความทรงจำคือสิ่งที่เปลี่ยนรูปได้เสมอ รินรดา” คุณหญิงมณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง “เหมือนกับสิ่งที่เธอพยายามจะขุดคุ้ย... มันไม่ได้ทำให้เธอได้ความยุติธรรมกลับคืนมา แต่มันอาจจะทำให้เธอสูญเสียแม้กระทั่งลมหายใจที่เหลืออยู่”
ธันวาที่ยืนขนาบข้างรินรดากระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาขยับกายขวางหน้าหญิงสาวไว้เล็กน้อย ราวกับสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่สัมผัสได้ถึงอันตราย “เราไม่ได้มาเพื่อต่อรองเรื่องลมหายใจครับ... เอ้อ... ดิฉันหมายความว่า สิ่งที่เรามีในมือตอนนี้ มันเกินกว่าที่กฎหมายจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป” เขาแก้คำพูดทันควันเมื่อเห็นแววตาเยาะเย้ยของคุณหญิงมณี
รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่สั่นเทาเล็กน้อยถูกกำไว้แน่นภายใต้ชายเสื้อคลุม “ความยุติธรรมไม่ได้มีไว้ให้คนทำผิดต่อรองนะคะคุณหญิง สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวฉัน... เงาที่ทาบทับอยู่บนรอยจารึกในม่านหมอกนั่น พวกท่านคิดจริงๆ หรือคะว่าความเงียบจะกลบฝังมันได้ตลอดไป?”
คุณหญิงมณีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่กลับแฝงไปด้วยความสมเพช เธอผุดลุกขึ้นยืน ช้าๆ และสง่างาม ทว่ารังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นเป็นเท่าตัว “เด็กน้อย... การรู้ความจริงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่การมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นผลลัพธ์ของความจริงนั้น... มักจบลงที่ความว่างเปล่าเสมอ”
เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหารินรดา กลิ่นหอมฟุ้งของดอกกุหลาบสีเข้มโชยปะทะจมูก ราวกับจะเตือนให้รู้ถึงหนามแหลมที่ซ่อนอยู่ “เธออยากรู้ไหมว่าใครคือคนสุดท้ายที่กำตราประทับนั่นไว้ในคืนที่ทุกอย่างพังทลาย?”
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมาข้างนอก สายตาของเธอจับจ้องใบหน้าที่ไร้ริ้วรอยของคุณหญิงอย่างค้นหา “คุณหมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่ใช่ฉันที่ทำลายพวกเขา รินรดา” คุณหญิงโน้มตัวลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเสียงใบไม้เสียดสีกัน “แต่เป็นคนที่ยืนเคียงข้างเธอมาตลอด... คนที่เธอคิดว่ากำลังช่วยเธอขุดคุ้ยความจริงนั่นแหละ ที่เป็นคนกวาดเศษซากความผิดพลาดเหล่านั้นไปซ่อนไว้ใต้พรมตั้งแต่ต้น”
โลกทั้งใบของรินรดาดูเหมือนจะหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น เธอค่อยๆ หันกลับไปมองธันวาที่ยืนนิ่งแข็งทื่อ ดวงตาของทนายความหนุ่มที่เคยดูมุ่งมั่น บัดนี้กลับสั่นไหวและมีแววหม่นแสงที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอก
ธันวาไม่หลบตาเขา แต่มือของเขากลับเลื่อนเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างช้าๆ ก่อนจะดึงวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา—มันคือปืนพกกระบอกเล็กที่สะท้อนแสงไฟจนวาววับ
“ผมไม่มีทางเลือก รินรดา” ธันวาเอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะเล็งปลายกระบอกปืนมาทางผู้หญิงที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้อง “ความจริงมันอันตรายเกินกว่าจะถูกเปิดเผย... และผมก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง”
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำสามคนที่กรูเข้ามาในห้อง รินรดารู้สึกเหมือนถูกผลักให้ตกจากหน้าผาสูงชัน เมื่อเห็นว่าความหวังเดียวที่มีกำลังกลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงกลับมาที่หัวใจของเธอเอง
คุณหญิงมณีขยับยิ้มเย็นเยียบพลางถอยห่างออกมา “ทีนี้... ใครกันแน่ที่กำลังจะกลายเป็นรอยจารึกในม่านหมอกที่ไม่มีใครได้ยินเสียง?”
รินรดาไม่ตอบ เธอหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่ง แม้กระทั่งหยดเลือดสุดท้ายในร่างนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยแยกของความจริงและความลวงไปกับรินรดาและกำมะหยี่สีแดงนะคะ
รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 33
การเผชิญหน้าที่ดุเดือด
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!