รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 27

บทเรียนจากความเจ็บปวด

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“ถ้าคุณยังแบกความโกรธไว้เท่าภูเขาแบบนี้ ต่อให้มีทนายเก่งแค่ไหนในโลก ก็ไม่สามารถกู้คืนความยุติธรรมให้ครอบครัวคุณได้หรอกรินรดา” ธันวากระแทกแฟ้มเอกสารคดีลงบนโต๊ะไม้สักขัดเงา เสียงนั้นดังสนั่นสะท้อนไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัด เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่จ้องเขม็งไปที่รอยร้าวบนแก้วคริสตัลที่รินรดากำลังกำแน่นจนนิ้วซีดขาว รินรดาไม่ตอบ เธอหลับตาลงช้าๆ พยายามสะกดกลั้นสั่นไหวของลมหายใจ ความแค้นที่สั่งสมมานานนับปีเปรียบเสมือนตะกอนโคลนในใจที่ฟุ้งกระจายทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาของคุณหญิงมณี คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเกียรติยศบนกองซากปรักหักพังของชีวิตเธอ “ความยุติธรรมมันไม่มีจริงในโลกของคนแบบนั้นค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบ หากทว่าสั่นเครือในตอนท้าย “ถ้าฉันไม่อาจกระชากหน้ากากผู้ดีนั่นลงมาได้ อย่างน้อยฉันก็ต้องทำให้เธอรู้สึกถึงความตาย... ความตายที่เหมือนกับที่ครอบครัวฉันต้องเผชิญ” “นั่นคือจุดจบของคนแพ้” ธันวาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเธอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความนุ่มนวลแต่ทว่าเด็ดขาด “คุณอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออยากเป็นฆาตกร? ถ้าคุณเลือกอย่างแรก คุณต้องเรียนรู้ที่จะแช่แข็งความเจ็บปวดนี้ไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้มันแผดเผาจนคุณมอดไหม้ไปเองก่อนที่จะได้เริ่มเกม” รินรดาเงยหน้าขึ้นมองกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพหญิงสาวที่ดูสง่างามทว่าดวงตากลับว่างเปล่าราวกับหลุมศพ เธอเห็นตัวเองในชุดสีดำสนิท ราวกับกำลังไว้ทุกข์ให้กับจิตวิญญาณที่เกือบจะพังทลายของตัวเอง เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องเย็นชาจนแม้แต่น้ำแข็งยังต้องอาย เพื่อที่จะยืนเผชิญหน้ากับคนอย่างคุณหญิงมณีได้โดยไม่เผลอทำลายทุกอย่างด้วยอารมณ์ชั่ววูบ “ฉันต้องทำอย่างไร” เธอถาม เสียงของเธอเริ่มมั่นคงขึ้น “เริ่มจากการเรียนรู้ที่จะไม่สั่นคลอนเมื่อเห็นนามบัตรของศัตรู” ธันวายื่นซองจดหมายสีขาวนวลมาให้ “นี่คือคำเชิญร่วมงานการกุศลที่เธอเป็นประธานจัดงานในสัปดาห์หน้า นี่คือสนามรบจริงสนามแรกของคุณรินรดา” รินรดารับซองจดหมายนั้นมาปลายนิ้วสัมผัสกับกระดาษเนื้อดีที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบ ในหัวของเธอเริ่มสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ เธอเห็นคุณหญิงมณีเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ เห็นสายตาเหยียดหยามที่มองมายังเธอราวกับเป็นเพียงมดปลวกที่บังเอิญหลุดเข้ามาในคฤหาสน์หรู ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น รินรดาเข้าสู่กระบวนการ ‘ฝึกฝน’ จิตใจอย่างหนัก เธอไม่ใช่เด็กสาวที่ร้องไห้ฟูมฟายอีกต่อไป เธอฝึกอ่านสีหน้าคน ฝึกรักษาระดับน้ำเสียงให้คงที่แม้ในยามที่ใจแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ธันวาเคี่ยวกรำเธอด้วยการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่การถูกหยามเกียรติไปจนถึงการถูกล่อลวงให้เผยไต๋ คืนก่อนวันงาน รินรดายืนอยู่หน้าหน้าต่างบานสูง มองออกไปที่ม่านหมอกจางๆ ที่ลอยปกคลุมสวนข้างบ้าน เธอตระหนักได้ว่าความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป แต่มันคือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดหากเรารู้วิธีการควบคุมมัน เธอไม่ได้ทำเพื่อความสะใจ แต่เธอทำเพื่อความถูกต้องที่ถูกลบเลือน วันงานมาถึง... ห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงหัวเราะของเหล่าผู้มีอภิสิทธิ์ รินรดาก้าวเท้าลงจากรถด้วยความมั่นใจชุดราตรีสีแดงเพลิงขับเน้นผิวขาวจัดของเธอให้ดูโดดเด่นแต่ก็น่าเกรงขาม ธันวาเดินเคียงข้างเธอในฐานะที่ปรึกษา ดวงตาคมกริบของเขาสอดส่องไปทั่วบริเวณ “จำไว้” ธันวากระซิบเบาๆ “อย่าให้เธอเห็นว่าคุณต้องการอะไร” รินรดาพยักหน้าเล็กน้อย เธอเดินแทรกผ่านฝูงชนไปจนกระทั่งหยุดอยู่เบื้องหน้าคุณหญิงมณี หญิงวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลกำลังถือแก้วแชมเปญด้วยท่วงท่าสง่างาม เมื่อคุณหญิงมณีเห็นรินรดา รอยยิ้มที่มุมปากก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ราวกับเสือที่กำลังมองเหยื่อที่หลงเข้ามาในถ้ำ “ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นคุณที่นี่ รินรดา” คุณหญิงมณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “นึกว่าความอับอายจะทำให้คุณหลบหน้าไปตลอดกาลเสียอีก” รินรดาไม่โต้ตอบด้วยความโกรธ เธอเพียงแค่ออกแรงบีบแก้วในมือเบาๆ สูดลมหายใจลึกและยิ้มตอบ... ยิ้มที่เย็นเยียบและคาดเดาไม่ได้มากกว่าเดิม “ความอับอายไม่ใช่ของฉันหรอกค่ะคุณหญิง แต่เป็นของคนที่สร้างรอยรอยจารึกแห่งความโสมมไว้ในประวัติศาสตร์ต่างหาก” บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที แขกเหรื่อต่างหันมามองเป็นตาเดียว คุณหญิงมณีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของรินรดาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอเกือบหยุดเต้น ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเทาเข้มเดินแทรกเข้ามาในวงล้อม เขามีรอยแผลเป็นจางๆ ที่มุมปากข้างซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เธอเคยเห็นในบันทึกเก่าๆ ของพ่อ... คนที่เกี่ยวข้องกับการตายของครอบครัวเธอโดยตรง ชายคนนั้นเดินตรงมาหยุดข้างคุณหญิงมณี ก่อนจะก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเธอ เมื่อคุณหญิงมณีฟังจบ ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีซีดขาว ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นที่ปิดไม่มิด แล้วเธอก็เอ่ยประโยคที่ทำให้รินรดาต้องตัวแข็งทื่อ “ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จักความจริงทั้งหมดแล้ว... คุณก็คิดผิดถนัด เพราะคนที่สั่งฆ่าพ่อคุณจริงๆ ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นคนๆ นี้ต่างหากที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณ” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%