รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 17

ความจริงที่น่าสะพรึง

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
"คุณกำลังจะบอกฉันว่า... ตลอดสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ฉันฝังใจว่ามันคืออุบัติเหตุบนถนนเส้นนั้น มันคือละครฉากใหญ่ที่ถูกเขียนบทขึ้นมาอย่างเลือดเย็นใช่ไหมคะ?" รินรดากระซิบถาม เสียงของเธอสั่นพร่าทว่าแฝงไว้ด้วยแรงอาฆาตที่ถูกกดทับไว้ใต้ท่าทีสงบนิ่ง มือเรียวบางที่กำแน่นอยู่ใต้โต๊ะไม้สักเก่าแก่สั่นระริกจนเห็นเส้นเลือดที่ข้อมือชัดเจน เธอจ้องมองเอกสารในมือทนายความหนุ่มด้วยสายตาที่ราวกับจะฉีกกระชากมันออกเป็นชิ้นๆ ธันวาถอนหายใจยาว แววตาของเขาที่เคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความเห็นใจและกังวล เขาขยับตัวเข้าใกล้เธออีกนิด ราวกับต้องการเป็นหลักยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่กำลังถล่มทลายต่อหน้ารินรดา "ริน... หลักฐานชุดนี้ไม่ได้เพิ่งถูกพบ แต่ถูก 'ทำลาย' ไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง" ธันวาลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนเวรในวันนั้นระบุว่า รถของแม่คุณไม่ได้เสียหลักเพราะถนนลื่น แต่ระบบเบรกถูกตัดจนขาดสะบั้นด้วยของมีคมที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ และที่เลวร้ายที่สุด... รอยเลือดที่พบในพวงมาลัยไม่ใช่รอยจากการกระแทก แต่มันคือรอยนิ้วมือของคนที่ไม่ได้นั่งอยู่ในรถคันนั้น" ความเงียบงันปกคลุมห้องทำงานสลัวๆ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองในอากาศดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นในทันใด รินรดารู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นที่หน้าอก ลมหายใจเข้าออกกลายเป็นเรื่องยากลำบาก เธอหลับตาลง ภาพใบหน้าของแม่ที่แย้มยิ้มในความทรงจำฉายชัดขึ้นมา แล้วถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นของ 'คุณหญิงมณี' ที่มักจะปรากฏตัวในงานสังคมด้วยท่าทีสง่างามราวกับเทพธิดาเสมอ "คุณหญิงมณี..." เธอพึมพำชื่อนั้นออกมา ราวกับชื่อนี้คือก้อนกรวดแหลมคมที่บาดลึกในลำคอ "เธอทำไปเพื่ออะไร เพื่อหุ้นส่วนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์เนี่ยหรือคะ? ชีวิตคนหนึ่งคน... ครอบครัวของฉัน... มีค่าแค่นั้นในสายตาของเธอหรือคะธันวา?" "สำหรับคนที่มองเห็นอำนาจเป็นศาสนา ริน... ชีวิตคนอื่นก็เป็นเพียงหมากที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง" ธันวาเอื้อมมือไปแตะหลังมือเธอเบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบของเธอน่าตกใจเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้ "และผมยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกคุณ... เรื่องที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล" รินรดาลืมตาขึ้น สายตาของเธอในตอนนี้ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า "พูดมาเถอะค่ะ ฉันรับความเจ็บปวดได้มากกว่าที่คุณคิด" "ในบันทึกระบุว่า แม่ของคุณไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุทันที" ธันวากลืนน้ำลายอึกใหญ่ "ในขณะที่รถกำลังจะจมลงไปในแม่น้ำสายนั้น มีพยานปากเอกคนหนึ่งเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนสะพาน เฝ้ามองรถคันนั้นจมลงไปช้าๆ โดยไม่คิดจะโทรแจ้งเหตุหรือยื่นมือเข้าช่วย... และพยานคนนั้นคือคนที่ตอนนี้กลายเป็น 'ผู้สนับสนุน' ที่ใหญ่ที่สุดในมูลนิธิการกุศลที่คุณหญิงมณีเป็นประธานอยู่" รินรดาลุกขึ้นยืนกะทันหัน แรงสั่นสะเทือนจากเก้าอี้ที่ถูกผลักถอยหลังทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดถึงขีดสุด เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เหมือนกับชีวิตของเธอที่ถูกปกคลุมด้วยความลวงมาตลอดหลายปี "ถ้าความยุติธรรมในกฎหมายมันไม่เคยมีอยู่จริง..." รินรดาหันกลับมา แววตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เต็มไปด้วยความแค้นที่ฟูมฟาย แต่มันคือความนิ่งสนิทแบบเดียวกับคนที่พร้อมจะกระโดดลงไปในกองเพลิงเพื่อลากศัตรูลงไปด้วยกัน "งั้นเราก็ต้องเป็นผู้พิพากษาเอง" ธันวามองดูเธอด้วยความตกตะลึง นี่ไม่ใช่รินรดาคนที่เขารู้จักคนเดิมอีกต่อไป ความเปราะบางที่เคยซ่อนไว้ได้แตกสลายลงแล้ว เหลือเพียงผู้หญิงที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเป็นจังหวะที่คุ้นเคย ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างของคุณหญิงมณีในชุดไหมสีน้ำเงินเข้มหรูหราก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอเย็นชาและทรงอำนาจดุจพญาอินทรีที่มองเห็นเหยื่อในกำมือ "รินรดาจ๊ะ... มาทำอะไรที่นี่กับทนายความของพ่อเธอหรือคะ?" คุณหญิงมณีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กน้อย แต่แววตานั้นกลับจ้องมองเอกสารบนโต๊ะที่ธันวายังเก็บไม่ทัน "แม่ว่าเรากลับบ้านกันดีกว่านะจ๊ะ ที่นี่บรรยากาศมันดู... อับชื้นเกินไปสำหรับลูก" รินรดาไม่ได้ขยับตัว เธอเพียงแต่ก้าวเข้าไปหาคุณหญิงมณีช้าๆ หยุดลงตรงหน้าหญิงสูงวัยผู้ทรงอิทธิพลด้วยระยะห่างที่ใกล้จนลมหายใจรดกัน รินรดาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก "คุณแม่คะ... รถคันนั้นน่ะค่ะ แม่บอกฉันได้ไหมว่าสีของมันสวยแค่ไหนตอนที่มันจมลงสู่ก้นแม่น้ำในวันนั้น?" คุณหญิงมณีชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที แววตาของเธอวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นและหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอหยิบเข็มกลัดรูปกุหลาบสีดำออกจากปกเสื้อแล้วยัดใส่มือรินรดา ก่อนจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่ชัดเจน "ถ้าอยากรู้เรื่องรถคันนั้นมากนัก... ก็เชิญไปถาม 'ศพ' ที่อยู่ใต้ถุนบ้านพักตากอากาศของแม่ดูสิ แล้วลูกจะรู้ว่าความจริงที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ มันไม่ได้อยู่ที่บนถนน... แต่มันฝังอยู่ใต้เท้าของลูกมาตลอดสิบปีเลยล่ะ" กุหลาบสีดำในมือรินรดาร่วงหล่นลงพื้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าของคุณหญิงมณีที่เดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่ทำให้รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอหันไปมองธันวาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะ ก่อนจะตระหนักได้ว่าความลับที่เธอเพิ่งค้นพบนั้นเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของความเน่าเฟะที่เธอเพิ่งก้าวเข้าไปพัวพันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดในตอนนี้นะคะ "กำมะหยี่สีแดง"
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%