คมกระบี่เล่มหนึ่ง หากมิได้ผ่านการหล่อหลอมในเตาหลอมแห่งความเป็นตาย ย่อมเป็นได้เพียงเศษเหล็กไร้ค่าที่รอวันผุกر่อนไปตามกาลเวลา...
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงเอาชีวิตเข้าแลกกับวิชาสามห้าวนั่น!"
เสียงหวาดหวั่นปนโทสะของมู่หรั่นชิงดังขึ้น ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกที่ลอยวนเวียนอยู่บนยอดเขาไร้ลักษณ์ ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดากลางหิมะโปรยปรายบัดนี้สั่นเทาเล็กน้อย นางใช้นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวกระชับด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคู่คมปลาบที่มักจะเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววระคนความตื่นตะลึงและห่วงAอาทรที่ยากจะปิดมิด
ไป๋เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นทั้งทระนงและเย้ยหยันโชคชะตา คราบเลือดสีชาดที่ไหลซึมจากมุมปากขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาดุดันคมคายยิ่งขึ้นไปอีก เขากวาดสายตามองกระบี่ในมือที่ยังคงสั่นระริก ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านออกมาจากคมดาบจนมิติรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
"หากข้าไม่เดิมพันด้วยวิชาที่ไร้ซึ่งทางรอดนี้ ศิษย์พี่หญิง... เกรงว่าพวกเราคงไม่มีโอกาสได้ยืนสนทนากันด้วยลมหายใจเช่นนี้อีกแล้วกระมัง" ไป๋เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซาน
มู่หรั่นชิงแค่นเสียงเย็นชา นางก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็วดุจภูตพราย กลิ่นหอมเย็นประหลาดของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก ทว่าความใกล้ชิดนี้กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบ นางยื่นมือเรียวไปแตะชีพจรที่ข้อมือของเขาเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บ แต่แล้ว... นัยน์ตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนความหวาดหวั่น
*ชีพจรนี้... นี่มันอันใดกัน?*
เส้นandชีพจรลมปราณของไป๋เฉินไม่ได้เสียหายยับเยินอย่างที่นางคาดคิด กลับกัน มันกำลังหมุนวนผสานพลังดั่งเกลียวคลื่นมรกต เป็นระเบียบและทรงพลังยิ่งกว่ายอดฝีมือสำนักใหญ่เสียอีก พลังปราณบรรพกาลสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในร่างเขาอย่างดื้อรั้น มันกำลังแผดเผาพิษร้ายและหล่อหลอมร่างกายของเขาให้กลายเป็นเตาหลอมจักรวาล
"เจ้า... เจ้าซ่อนเร้นเคล็ดวิชาใดไว้กันแน่ ไป๋เฉิน" มู่หรั่นชิงถอนมือกลับราวกับถูกไฟลวก นางจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกสนเท่ห์ระคนหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในใจนางอย่างรุนแรง ศิษย์น้องผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นสวะตระกูลตกอับ ไร้ซึ่งรากฐานลมปราณ เหตุใดจึงสามารถแสดง "เพลงกระบี่เก้าสวรรค์สลายวิญญาณ" ซึ่งเป็นวิชาต้องห้ามระดับตำนานออกมาได้เล่า? วิชาเช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆายังศึกษาได้เพียงเศษเสี้ยว แล้วเด็กหนุ่มวัยสิบหปีผู้หนึ่งล่วงรู้เคล็ดลับนี้ได้อย่างไร?
ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวนั้นทุบทำลายความเงียบงันของยอดเขาไร้ลักษณ์จนสะเทือนเลื่อนลั่น เขาก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัวต่อรัศมีกดดันของนาง
"ศิษย์พี่หญิง... โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก สิ่งที่ท่านไม่เคยเห็น มิได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง" ไป๋เฉินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บริเวณแก้มนวลของนาง "หรือว่า... ท่านหวาดกลัวข้าแล้ว?"
มู่หรั่นชิงชะงักงัน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับร้อยปีพลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตกลับถูกรอยยิ้มและแววตาคู่นั้นสั่นคลอนจนแทบพังทลาย
"ไร้สาระ! ข้าหรือจะหวาดกลัวเจ้า...!" นางสะบัดหน้าหนี พยายามควบคุมน้ำเสียงมิให้สั่นพร่า "เพียงแต่ข้าสงสัยว่าเบื้องหลังรอยยิ้มอวดดีของเจ้า แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่... หรือเป็นภูตผีปีศาจที่จำแลงกายมาเพื่อทำลายสำนักของเรา!"
"หากข้าต้องการทำลายสำนักกระบี่เมฆาจริง..." ไป๋เฉินหยุดฝีเท้า แววตาทระนงเปลี่ยนเป็นจริงจังและล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทร "ป่านนี้... โลกหล้าคงเหลือเพียงชื่อเล่าขานไปนานแล้ว"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ สายฟ้าสีทองคำเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมายังยอดเขาไร้ลักษณ์จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์กดทับลงมาจนลมหายใจของมู่หรั่นชิงติดขัด นางตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่าพลังปราณของตนเองถูกผนึกไว้ชั่วขณะ
"นี่มัน... อะไรกัน? หรือว่า...!" มู่หรั่นชิงหันขวับกลับมามองบุรุษหนุ่มด้วยความตกใจถึงขีดสุด
ไป๋เฉินแหงนหน้ามองท้องฟ้า แววตาสีดำสนิทสะท้อนประกายสายฟ้าสีทองดุจพญามารผู้ท้าทายสวรรค์ ร่างกายของเขาเริ่มเปล่งแสงออร่าสีครามเจิดจ้าทะยานขึ้นสู่ห้วงนภาอย่างไร้ความเกรงกลัว
"ในเมื่อสวรรค์ยังไม่ยอมให้ข้าสงบสุข..." ไป๋เฉินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงก้องกังวานที่สะท้านไปถึงก้นบึ้งวิญญาณ "วันนี้... ข้าผู้เป็นมหาเทพจะขอแหวกฟ้าฝ่าดิน แผดเผากฎเกณฑ์บัดซบพวกนี้ให้สิ้นซาก!"
กระบี่ในมือถูกตวัดขึ้นรับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์อย่างไร้ความปรานี ประกายกระบี่สว่างวาบเจิดจ้าเสียดแทงม่านเมฆจนผืนปฐพีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ในวินาทีนั้นเอง เงาร่างลึกลับผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าสีทอง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วสารทิศ...
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ไป๋เฉิน! แต่เจ้าคิดหรือว่า เจ้าจะรอดเงื้อมมือของ *'ผู้ทวงวิญญาณแห่งแดนบูรพา'* ไปได้ในวันนี้!"
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเพลิดเพลินและร่วมเดินทางไปกับเส้นทางฝืนลิขิตสวรรค์ของไป๋เฉินและมู่หรั่นชิงในตอนนี้นะคะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 7
ประกายกระบี่สะท้านปฐพี
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!