ประกายเกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายดั่งผงหยกที่ถูกโปรยลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่าความหนาวเหน็บระดับกระดูกดำนี้ มิอาจสั่นคลอนจิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้หวนคืนได้แม้แต่น้อย ไป๋เฉินยืนหยัดอย่างองอาจบนยอดผาสูงชัน ลมปราณแท้จริงในร่างหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีครามเข้ม แผ่พุ่งทะยานเสียดแทจนภากาศสั่นสะเทือน เขามาที่นี่เพื่อจุดประสงค์เดียว... หลอมรวมแก่นแท้เหมันต์บรรพกาล แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า พื้นที่อันรกร้างไร้ผู้คนแห่งนี้ กลับมีเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดุจเทพธิดาน้ำแข็งยืนรออยู่ก่อนแล้ว
นางยืนอยู่บนยอดเสาหินน้ำแข็งโบราณ เส้นผมสีดำสนิทราวกับหมึกจีนตัดกับอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวตามแรงลมปราณรอบตัว ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติ งดงามล่มเมืองแต่ทว่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตากลมโตคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งจับจ้องมาที่ไป๋เฉิน ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นวิญญาณ
"เขตหวงห้ามสำนักกระบี่เมฆา... คนนอกเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรจึงก้าวล้ำเข้ามา"
น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและกังวานราดรดลงบนหัวใจของผู้ฟังจนชาดิ่ง มู่หรั่นชิง... นางเซียนผู้เยือกเย็นที่สุดแห่งยุคหลอมรวมลมปราณ บัดนี้กระบี่เซียนในฝักข้างกายของนางกำลังส่งเสียง ‘กริ๊ง’ แผ่วเบา ราวกับกระหายใคร่ครวญในเลือดเนื้อของบุรุษผู้บังอาจล่วงล้ำ
ไป๋เฉินมิได้สะทกสะท้าน มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเย่อหยิ่งและท้าทายในคราวเดียวกัน "ยอดเขาเหมันต์นี้มีป้ายประกาศห้ามสุนัขหรือไร? ข้าไป๋เฉินจะเดินเหิน ณ แห่งหนใดในใต้หล้า ไยต้องขออนุญาตจากสตรีเช่นเจ้าด้วยเล่า"
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม บรรยากาศรอบกายพลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง อุณหวานลดฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว มู่หรั่นชิงมิได้โกรธเกรี้ยว นางเป็นเซียนผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง โทสะย่อมไม่อาจสั่นคลอนจิตใจ ทว่าวาจาที่สามหองและสายตาที่มองนางอย่างเท่าเทียมคู่นั้น กลับทำให้หัวใจที่สงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณของนางกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นอย่างประหลาด
*เปรี้ยง!*
ไม่ทันที่เสียงลมจะสงบ ร่างเพรียวบางของมู่หรั่นชิงก็หายวับไปจากจุดเดิม ประหนึ่งภาพลวงตา!
จิตสังหารพุ่งทะยานระเบิดออก รวดเร็วจนแม้แต่วิญญาณยุทธ์ในอดีตของไป๋เฉินยังต้องยอมรับในความเร็วนี้ สัญชาตญาณดิบของมหาเทพตื่นตัวขึ้นทันที มือขวาคว้าหมับไปยังด้ามกระบี่ข้างกาย ปราณกระบี่บรรพกาลระเบิดออกต้านทานการจู่โจมอย่างเฉียบพลัน
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีม่วงและสีฟ้าสว่างวาบขึ้นท่ามกลางหิมะโปรย แรงปะทะของกระบี่ทั้งสองเล่มสร้างคลื่นกระแทกขนาดมหึมา กวาดเอาหิมะรอบรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 300 เมตร) ให้ปลิวหายไปในพริบตา พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกนับพันสาย
มู่หรั่นชิงถือกระบี่เซียนน้ำแข็งพญายม ดวงตางามเปล่งประกายความเย็นยะเยือก นางรุกไล่อย่างต่อเนื่อง กระบวนท่ากระบี่ของสำนักกระบี่เมฆารวดเร็วและงดงามราวกับหิมะโปรยปรายยามค่ำคืน ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยพิษสงแห่งความตาย หากพลาดพลั้งเพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างกายจะถูกแช่แข็งและสลายเป็นจุลทันที
"ฝีมือไม่เลว... สมคำร่ำลือว่าเป็นความภาคภูมิใจแห่งสำนักกระบี่เมฆา" ไป๋เฉินเอ่ยชมขณะที่ร่างถอยหลังไปสามก้าวเพื่อสลายแรงปะทะ เท้าของเขากดลงบนพื้นน้ำแข็งอย่างมั่นคง แม้ลมปราณในร่างจะปั่นป่วนเล็กน้อย แต่นัยน์ตาของเขากลับลุกโชนด้วยความเร่าร้อนอันหาได้ยากยิ่ง
"ปากดีนัก ร่างกายของเจ้าแม้จะอยู่ในขอบเขตพลังที่อ่อนด้อยกว่าข้า แต่กระบวนท่าและจิตวิญญาณกลับแข็งแกร่งผิดมนุษย์... เจ้าเป็นใครกันแน่?" มู่หรั่นชิงหยุดการโจมตีชั่วขณะ นางถอยร่นเว้นระยะห่างสามจั้ง ดวงตาคู่สวยจับจ้องร่างของชายหนุ่มอย่างพิจารณา หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับเต้นระรัวผิดปกติยามที่ได้ปะทะกระบี่กับเขา
ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำก้องกังวานแข่งกับเสียงลมหนาว "ข้าเป็นใครไม่สำคัญ... สำคัญอยู่ที่ว่า วันนี้กระบี่ในมือของแม่นาง จะสามารถหยุดยั้งวิถีกระบี่ของข้าได้จนถึงที่สุดหรือไม่ต่างหาก"
สิ้นเสียง ทั่วทั้งร่างของไป๋เฉินพลันแผ่พุ่งกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา อักขระโบราณสีทองนับพันปรากฏขึ้นรอบกาย หมุนวนดั่งสร้อยมังกรทองคำ พลังปราณระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้การปิดบัง ท้องนภเหนือยอดเขาเหมันต์แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆฝนฟ้าคะนองก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมาผสานกับพลังปราณของเขาจนน่าตื่นตะลึง
มู่หรั่นชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ความเย็นชาบนใบหน้าสลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจัง นางกระชับกระบี่ในมือแน่น ปราณกระบี่เมฆาเก้าชั้นฟ้าถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด เกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นชิ้นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ พร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบสังหารชีวิต
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอีกครั้ง พลังปราณสองสายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกำลังปะทะกันจนเกิดเสียงคำรามก้องในอากาศ
ทว่า ในวินาทีที่มู่หรั่นชิงเงื้อมือเตรียมจะปลดปล่อยกระบวนท่าสังหารขั้นสูงสุดเพื่อตัดสินแพ้ชนะ สายตากลับเหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นเก่าบนหัวไหล่ของไป๋เฉินที่เสื้อผ้าขาดวิ่นจากการปะทะเมื่อครู่... รอยแผลเป็นรูปดอกบัวโลหิตที่นางจำได้ขึ้นใจ!
ร่างเพรียวบางของนางสะท้านเฮือก ลมปราณในร่างตีกลับจนเกือบกระอักเลือด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ นางปล่อยมือจากด้ามกระบี่จนอาวุธวิเศษร่วงหล่นลงกระทบพื้นน้ำแข็ง เสียงดัง *เคร้ง* ก้องกังวาน ท่ามกลางความตกตะลึงของไป๋เฉินที่ยังคงตั้งท่าเตรียมรับมือ นางเอ่ยปากพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่หลุดรอดจากความเยือกเย็นทั้งปวง...
"ท่าน... หรือว่าท่านคือ..."
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ชิงเสวี่ยเหมันต์
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 6
เงาสีขาวใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!