สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 11

การเดินทางสู่นครเซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"หากก้าวพ้นประตูเมืองนี้ไปแล้ว แม้แต่เงาของเจ้าก็จะไม่หลงเหลือให้ตระกูลไป๋ได้กราบไหว้พึ่งพา... เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ไป๋เฉิน?" เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความระคนยินดีระคนสมเพชของผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลไป๋ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันของโถงรับรอง ไป๋เฉินในชุดคลุมสีหมึกเรียบง่ายยืนหยัดตรงราวด้ามกระบี่ที่ปักค้ำฟ้าดิน แววตาของเด็กหนุ่มมิได้สะท้อนความอาลัยอาวรณ์ต่อดินแดนบ้านเกิดที่เหยียบย่ำมานานนับปีแม้แต่น้อย ทว่ากลับล้ำลึกดั่งห้วงมหาสนทนานิรันดร์ที่แม้แต่เทพเซียนยังต้องหวั่นเกรง "สถานที่แห่งนี้คับแคบเกินกว่าจะรองรับมังกรที่กำลังจะตื่น" ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังจนผู้อาวุโสใหญ่ต้องชะงักงัน "ตระกูลไป๋มอบเลือดเนื้อให้ข้า และข้าก็ได้ชดใช้คืนด้วยการปัด ภัยให้พวกมันรอดพ้นจากภัยพิบัติเมื่อคราวก่อนจนหมดสิ้นแล้ว นับจากวินาทีนี้ บุญคุณความแค้นระหว่างข้ากับตระกูลไป๋... ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์" สิ้นคำพูด ร่างผอมเพรียวแต่ทว่าสง่างามดั่งเทพบุตรจุติก็สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ แรงกดดันจากลมปราณระดับปราณก่อเกิดขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูออกมาโดยไม่ตั้งใจ กวาดเอาฝุ่นผงบนพื้นหินศิลาแตกกระจัดกระจายราวกับพายุหม่อมย่อมๆ ผู้อาวุโสใหญ่หน้าถอดสี ถอยหลังไปสามก้าวโดยสัญชาตญาณ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลัง เมื่อครู่... เขารู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าพญายมผู้กุมความเป็นความตาย ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มวัยสิบหกปีผู้หนึ่ง! ไป๋เฉินหันหลังให้คฤหาสน์ตระกูลไป๋อย่างไม่ไยดี ย่างก้าวแรกออกจากเขตแดนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายยาวไกลที่ทอดยาวสู่ "ดินแดนเซียนโบราณ" ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้าต่างไขว่คว้าหาความเป็นอมตะ ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบของสำนักกระบี่เมฆา มู่หรั่นชิงยืนนิ่งสงบอยู่ริมหน้าผา ปลายกระบี่วิเศษ "เหมันต์จันทรา" ในมือสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงคลื่นพลังบางเบาที่ส่งผ่านมาไกลแสนไกล ดวงตาดอกท้อคู่สวยทอดมองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจกำลังเคลื่อนไหว ใบหน้างดงามล่มเมืองที่มักจะเยชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่งดงามยิ่งกว่าบุปผาแรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ "ในที่สุด... ท่านก็เริ่มก้าวแรกแล้วสินะ ไป๋เฉิน" น้ำเสียงหวานใสดุจเสียงระฆังแก้วแต่เย็นเยียบดั่งหิมะโปรยปรายเอ่ยขึ้นลำพัง ทว่ากลับสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา นางรู้ดีว่าเส้นทางที่ชายหนุ่มเลือกเดินนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและอสูรโลกันตร์นับหมื่นตน แต่ในสายตาของนาง ไป๋เฉินมิใช่ผู้ที่จะถูกกักขังไว้ด้วยกฎเกณฑ์ของสวรรค์ หากแต่เป็นผู้ที่จะขึ้นไปเหยียบบนบัลลังก์เซียนและพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยสองมือคู่นั้นต่างหาก ระหว่างการเดินทางผ่านผืนป่ารกร้าง "ป่าอสูรโลหิต" ซึ่งเป็นด่านแรกก่อนเข้าสู่อณาเขตแดนเซียน บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม ไอสังหารสีเลือดพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเหี่ยวเฉาลงในพริบตา ไป๋เฉินหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างเยือกเย็น "หลบๆ ซ่อนๆ อยู่เช่นนั้น คิดว่าข้าสัมผัสกลิ่นอายเน่าเฟะของพวกเจ้าไม่ได้หรือ?" ไป๋เฉินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบง่ายแต่กลับดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตฟาดผ่ากลางใจ พึ่บ! พึ่บ! พึ่บ! เงาร่างนับสิบสายในชุดคลุมสีดำสนิทพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้ ปิดล้อมรอบทิศทาง ทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นกลาง ซึ่งถือเป็นยอดฝีมือระดับเจ้าเมืองในดินแดนภายนอก ทว่าผู้นำกลุ่มกลับเป็นชายชราสวมหน้ากากอสูรทองคำ ผู้แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวถึงระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์! "ไอ้เด็กเหลือขอ! กล้าสังหารศิษย์เอกของสำนักโลหิตทมิฬ นึกว่าเจ้าจะหลบอยู่ใต้กระโปรงตระกูลไป๋ไปได้ตลอดชีวิตรึ วันนี้ศิษย์พี่และข้าจะควักเอาแก่นแท้ปราณของเจ้ามาเซ่น่นวงสรวงกระบี่โลหิตเสีย!" ชายชราหน้ากากอสูรหัวรอมร้อด้วยความแค้น ดวงตาสמוวาวโรจน์ด้วยความกระหายเลือด ไป๋เฉินแค่นเสียง "หึ" ออกมาเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างถึงที่สุด มดปลวกกลุ่มหนึ่งกล้าอาจหาญมาขวางทางมังกร ช่างไม่รู้จักเจียมกะลาหัวเสียเลย "สำนักโลหิตทมิฬ... ข้ายังไม่ทันไปเยือนพวกมันถึงถิ่น พวกเจ้าก็รีบมาส่งศิษยานุศิษย์มาเป็นปุ๋ยให้ผืนดินเสียแล้ว ถือว่ามีความกตัญญูไม่เลว" ไป๋เฉินยกมือขึ้นช้าๆ ฝ่ามือข้างขวาปรากฏประกายแสงสีทองเรืองรอง อักขระโบราณนับร้อยตัวหมุนวนรอบฝ่ามือราวกับดาราจักรขนาดย่อม ทว่า ก่อนที่การต่อสู้จะระเบิดขึ้น ท้องฟ้าเหนือผืนป่าอสูรโลหิตที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆฝนสีนิลก่อตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดเท่าลำตัวมังกรฟาดผ่าลงมาตรงหน้าของไป๋เฉินอย่างรุนแรงจนพื้นดินแยกออกเป็นเหวลึก แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์ระดับมหาเทพกดทับลงมาจนเหล่ามือสังหารสำนักโลหิตทมิฬกระอักเลือดคำโตทรุดฮวบลงกับพื้นทันที ไม่เพียงเท่านั้น ร่างเงาสง่างามในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ โปรยปรายกลีบดอกเหมันต์ลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับกระบี่ในมือที่เปล่งประกายแสงเจิดจ้าจนกลบแสงของดวงอาทิตย์ มู่หรั่นชิงก้าวลงมายืนเคียงข้างไป๋เฉินอย่างสง่างาม กลิ่นอายความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างนางทำให้มิติรอบข้างถึงกับแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง "เส้นทางนี้... ข้าขอร่วมเดินเคียงข้างท่านด้วย" มู่หรั่นชิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตาที่มองมายังชายหนุ่มกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นล้ำลึกที่โลกหล้าไม่เคยได้เห็น ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%