"ของวิเศษระดับปฐพีเช่นนี้ สมควรตกเป็นของพี่ใหญ่เช่นข้า!"
เสียงหัวเราะอย่างฮึกเหิมดังสะท้อนก้องกังวานทำลายความเงียบงันของหุบเขาเงาพยัคฆ์ กลิ่นอายโลหิตและจิตสังหารพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า กลุ่มโจรภูเขา ‘พยัคฆ์โลหิต’ กว่าสามสิบชีวิตแผ่ขยายพลังปราณหลอมรวมโลหิตปิดล้อมรถม้าคันเก่าคร่ำคร่าไว้ตรงกลาง คมดาบในมือของพวกมันสะท้อนแสงจันทร์สีโลหิตระยิบระยับ แววตาเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตให้แหลกเป็นจุล
ทว่า ภายในรถม้าคันนั้น กลับไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
มู่หรั่นชิงนั่งหลับตาพิงกรอบไม้ผุพังอย่างสงบ เส้นผมสีดำสนิทดุจแพรไหมทิ้งตัวระบากับอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางมิได้ชายตามองฝูงโจรที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องแม้แต่น้อย รัศมีไอเย็นบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับดอกเหมันต์ที่ผ่งบานกลางหิมะโปรยปราย แม้เผชิญหน้ากับเหล่ามารร้ายผู้กระหายเลือด นางก็ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นสูงส่งดุจเทพเซียนผู้มองมวลมนุษย์เป็นเพียงธุลีดิน
"รำคาญหูเสียจริง..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน ไป๋เฉินที่นั่งอยู่เบาะหน้าตวัดสายตาขึ้นเล็กน้อย แววตาดำขลับล้ำลึกคู่นั้นสะท้อนภาพคมดาบที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขาจากเบื้องหน้า ร่างกายของเขายังคงเอกเขนก ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วฉากหนึ่ง หาใช่การเผชิญหน้ากับคมดาบที่อาจปลิดชีพได้ในพริบตา
"ไอ้เด็กเหลือขอ ตายเสียเถอะ!" หัวหน้าโจรพยัคฆ์โลหิตแผดเสียงคำราม ลมปราณขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเก้าทะยานขึ้นถึงขีดสุด ดาบใหญ่ในมืออาบไล้ด้วยไอสีแดงฉานฟันลงมาหมายผ่าร่างของเด็กหนุ่มให้ขาดเป็นสองท่อน
*ฉับ!*
ชั่วพริบตาที่คมดาบอยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงไม่ถึงคืบ นิ้วเรียวยาวราวหยกขาวของไป๋เฉินก็ยื่นออกไป... เขาใช้นิ้วเพียงสองนิ้วคีบคมดาบเล่มนั้นไว้ได้อย่างมั่น The ชนิดที่ว่าต่อให้ขุนโจรออกแรงกดทับอีกสักเท่าใด ปลายดาบก็ไม่อาจขยับเคลื่อนลงไปได้แม้แต่เพียงมิลลิเมตรเดียว!
รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่ม "วิชาดาบตื้นเขินถึงเพียงนี้ กล้าดียังไงมาขวางทางสุนัขเช่นพวกเจ้า?"
"เป็นไปได้... อย่างไรกัน?!" หัวหน้าโจรเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า พลังปราณที่มันสะสมมานับสิบปีกลับสั่นสะท้อนจนควบคุมไม่ได้เมื่อปะทะกับปลายนิ้วคู่นั้น แรงกดดันระดับมหาเทพโบราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่ดูบอบบางของไป๋เฉิน กดทับจนเหล่าโจรภูเขาเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นทีละคน
มู่หรั่นชิงปรือตาขึ้นเล็กน้อย นางมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นดั่งฟ้าค้ำจุน ดวงตางามลึกล้ำฉายแววอ่อนโยนและพึงพอใจระคนกัน นางขยับริมฝีปากบางเบาด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำ "เฉินหลาง... อย่าทำให้เปื้อนเลือดนักเลย เดี๋ยวจะเสียเวลาเดินทาง"
"วางใจเถอะ อาชิง ข้าเพียงแต่จะสั่งสอนพวกสุนัขรับใช้ที่ไร้ตาหามแววไม่ให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียหน่อย" ไป๋เฉินแย้มยิ้มบางเบา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับหนתาวเหน็บถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าลมหนาวในเหมันตฤดู
สิ้นคำพูดนั้น... ร่างของไป๋เฉินก็เลือนหายไปจากจุดเดิม ราวกับภาพลวงตา
*ฟึ่บ!*
ประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด ตัดผ่านห้วงอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหวิวบาดแก้วหู มันไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่เป็นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่หลอมรวมมาจากความทรงจำอันยาวนานนับหมื่นปีของมหาเทพผู้ร่วงหล่น รัศมีกระบี่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ตัดผ่านร่างของโจรภูเขาทั้งสามสิบชีวิตในคราเดียว
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีแม้แต่เลือดสาดกระเซ็น
ร่างของเหล่าโจรพยัคฆ์โลหิตยังคงยืนค้างอยู่ในท่าเดิม แววตาที่เต็มไปด้วยความโลภยังคงค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า ก่อนที่ร่างของพวกมันจะค่อยๆ ปรากฏรอยแยกบางๆ พาดผ่านกลางลำตัว แล้วสลายกลายเป็นผุยผงสีเทาลอยปลิวไปกับสายลมยามราตรี สมบัติเซียนที่พวกมันแย่งชิงมาตกลงกระทบพื้นเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง กลายเป็นเพียงวัตถะไร้ค่าต่อหน้ากระบี่ของมหาเทพ
ไป๋เฉินสะบัดข้อมือเบาๆ เก็บเจตจำนงกระบี่กลับเข้าสู่ร่างกาย เขาก้าวเท้าเดินกลับมาที่รถม้า เอื้อมมือไปปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนบ่าให้อย่างทะนุถนอม สายตาที่ทอดมองนางเอกสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่มอบให้เพียงนางผู้เดียวในใต้หล้า
"เรียบร้อยแล้ว เราไปกันต่อเถอะ" ไป๋เฉินเอ่ยเสียงนุ่ม
มู่หรั่นชิงพยักหน้ารับน้อยๆ ทว่าในวินาทีที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนตัวออกเดินทางอีกครั้ง สัมผัสจิตวิญญาณอันแหลมคมของนางก็พลันไหววูบ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้พื้นดินเบื้องล่าง—กลิ่นอายของค่ายกลโบราณที่ถูกกระตุ้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ท้องนภายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกย้อมด้วยเมฆหมอกสีดำทมิฬในพริบตา แสงจันทร์สีโลหิตสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของใครบางคนที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้า—บุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอนันต์ ลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงเสียจนมิติรอบกายบิดเบี้ยวเป็นรอยร้าว!
"ไม่นึกเลยว่า... ศิษย์ตระกูลไป๋ที่ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าเป็นขยะไร้ค่า จะซ่อนคมเขี้ยวไว้ลึกล้ำถึงเพียงนี้..." เสียงแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของโลหิตดังขึ้นจากหลังหน้ากากนั้น พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง "แต่พวกเจ้าคิดว่าจะเดินออกจากหุบเขาเงาพยัคฆ์นี้ไปได้ง่ายๆ งั้นหรือ?"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 12
ด่านสกัดกั้นกลางทาง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!