"วาจาของสุนัขย่อมไร้ความหมายในสายตามังกร... เจ้าคิดว่าคราบงูเขียวที่ลอกออก จะทำให้เจ้ากลายเป็นมังกรฟ้าขึ้นมาได้จริงๆ เช่นนั้นหรือ?"
สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปถึงไขกระดูก ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้า ณ ลานประลองกระบี่เมฆา
สายตานับหมื่นคู่ต่างเบิกกว้างจนแทบถลน รัศมีกดดันจากพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของ 'เฟิงอวิ๋น' ศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เพลิงทมิฬ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาราวกับอสูรร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากเป้าหมายให้แหลกเป็นจุล
ในมือของเฟิงอวิ๋นคือกระบี่อัคคีโลหิต ศาสตราวิเศษระดับปฐพีขั้นสูงที่หลอมด้วยโลหิตอสูรพันปี ไอความร้อนระอุแผดเผาอากาศรอบตัวจนบิดเบี้ยวเป็นคลื่น ทว่าเบื้องหน้ามัน กลับมีร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านยืนไขว่ห้างอยู่
ไป๋เฉินมิได้แม้แต่จะชายตามองกระบี่ในมือของคู่ต่อสู้
ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกราวกับห้วงมหาสมุทรโบราณ สะท้อนเงาของความเบื่อหน่ายและเวทนา ปรากฏการณ์เช่นนี้สร้างความสะท้านสะเทือนแก่ผู้เฒ่าและผู้อาวุโสที่นั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์ยิ่งนัก เด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะตระกูลไป๋ ไฉนจึงยืนอยู่ต่อหน้าอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งขุนเขาไท่ซานเช่นนี้ได้?
"ไป๋เฉิน! เจ้ามันแค่เศษสวะที่อาศัยบารมีของท่านหญิงมู่หรั่นชิงหลบอยู่หลังสตรี วันนี้ข้า... เฟิงอวิ๋น ผู้นี้จะใช้กระบี่อัคคีโลหิตตัดหัวสุนัขเช่นเจ้า เพื่อล้างอายให้สำนักกระบี่เพลิงทมิฬ!"
เฟิงอวิ๋นคำรามลั่นราวกับฟ้าผ่า ร่างของมันพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกแผดเผา วิชากระบี่เพลิงทมิฬขั้นที่เจ็ด 'อัคคีผลาญนภากาศ' ถูกปลดปล่อยออกมาเต็มกำลัง ปราณกระบี่รูปพญางูไฟมหึมาแผดเสียงคำรามกึกก้อง พุ่งแหวกอากาศเข้าหาไป๋เฉินด้วยความเร็วเหนือแสง แรงกดดันจากกระบวนท่านี้ทำให้พื้นศิลาลานประลองหลอมละลายกลายเป็นลาวาเหลวในพริบตา!
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงมไปทั่วสารทิศ เหล่าศิษย์สายตรงต่างพากันปิดตาด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกมันรู้ดีว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกัน ก็ไม่มีทางต้านทานกระบวนท่านี้ได้โดยไม่บาดเจ็บสาหัส!
ทว่า... มู่หรั่นชิง ที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หยกขาว กลับมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ยกชาขึ้นจิบเบาๆ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่งดงามจนล่มเมือง สายตาที่มองไปยังเฟิงอวิ๋นเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา... *รนหาที่ตายแท้ๆ*
เสี้ยววินาทีที่คมกระบี่อัคคีอยู่ห่างจากหน้าผากของไป๋เฉินเพียงแค่ลมหายใจกั้น...
ไป๋เฉินขยับ
มิใช่การหลบหนี มิใช่การตั้งรับ แต่มันคือการก้าวเท้าออกไปข้างซ้ายครึ่งก้าวอย่างไร้ซุ้มเสียง ฝ่ามือเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกราวกิ่งหลิวต้องสายลม นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นดัชนีกระบี่อย่างไร้ลีลาหวือหวา
*แป๊ก!*
เสียงดีดนิ้วเบาๆ ดังสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน ราวกับเสียงค้อนพิพากษาแห่งสวรรค์ที่เคาะลงบนกบาลของมวลมนุษย์
ตูมมมม!
คลื่นกระ ปราณกระบี่รูปพญางูไฟที่โหมกระหน่ำมาเมื่อครู่ กลับหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกภาพวาดหยุดเวลาไว้ อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นรอบกายของไป๋เฉิน เปล่งแสงสีทองเจิดจ้าจนผู้คนต้องยกแขนขึ้นบังตา รัศมีปราณกดดันระดับบรรพกาลแผ่ขยายออกไปจนผู้อาวุโสหลายคนถึงกับกระอักเลือดด้วยความตื่นตระหนก!
เฟิงอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด เมื่อมันพบว่ากระบี่อัคคีโลหิตในมือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังหวาดกลัว... หวาดกลัวสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน!
"เป็นไปไม่ได้! วิชากระบี่เพลิงทมิฬของข้า... อัคคีผลาญนภากาศ... ไฉนจึง..."
"วิชากระบี่ของเจ้าหรือ?" ไป๋เฉินกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต "นั่นมันเป็นเพียงเศษเดนเคล็ดวิชาที่บรรพบุรุษตระกูลข้าเคยใช้เช็ดรองเท้าเมื่อหมื่นปีก่อนต่างหากเล่า"
สิ้นคำพูดนั้น ไป๋เฉินก็สะบัดนิ้วออกเบาๆ เพียงครั้งเดียว!
ปัง!
กระบวนท่าเดียว! เพียงแค่กระบวนท่าเดียวที่ไร้ซึ่งความปรานี แรงสะท้อนอันมหาศาลพุ่งทะยานราวกับคลื่นสึนามิแห่งกาลเวลา ซัดร่างของเฟิงอวิ๋นลอยกระเด็นราวกับว่าวขาดสะบั้น ร่างของอัจฉริยะอันดับหนึ่งพุ่งทะลุผ่านเสาหินอัคคีหนาเตอะสามต้นติดต่อกัน ก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงศิลาของลานประลองจนยุบลงไปเป็นหลุมลึกรูปมนุษย์!
เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากของเฟิงอวิ๋นราวกับเขื่อนแตก กระบี่อัคคีโลหิตในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน ดวงตาของมันเหลือกลาน ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะในทันที ความพ่ายแพ้อันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว!
ความเงียบงันระดับมรณะแผ่ปกคลุมไปทั่วลานประลอง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ ทุกสายตาจ้องมองไปยังร่างของเด็กหนุ่มชุดขาวที่ยืนกอดอกอย่างสบายๆ ราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าเท่านั้น
นี่คือพลังของสวะตระกูลไป๋ผู้ถูกเหยียบลงดินมาตลอดสามปีงั้นหรือ?
ผู้คนนับหมื่นต่างรู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้น ความตกตะลึงระลอกแล้วระลอกเล่าพัดโหมกระหน่ำใส่จิตใจจนแทบแหลกสลาย ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
ท้องนภเบื้องบนที่เคยสดใส กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆสีนิลทมิฬหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาเหนือลานประลอง สายฟ้าสีครามคำรามลั่นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า จนเหล่าผู้อาวุโสต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา
มู่หรั่นชิงขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย นางผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก ขณะที่ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"หึ... ในที่สุด 'มัน' ก็ส่งสุนัขรับใช้ตัวจริงลงมาเยือนแล้วสินะ..."
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 10
กระบี่เดียวสยบอัจฉริยะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!