“วาจาของสุนัขย่อมไร้ซึ่งความน่าฟัง... แต่คำรามของสุนัขบ้าที่เห่าหอนหน้าประตูสำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้ เกรงว่าจะระคายหูผู้คนจนเกินไปแล้วกระมัง”
สุ้มเสียงราบเรียบทว่ากังวานดั่งระฆังทองคำสั่นสะท้านท่ามกลางลานประลองกว้างใหญ่ แรงกดดันจากพลังปราณระดับจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุหมุน บีบคั้นให้เหล่าศิษย์สายในของสำนักใหญ่ถึงกับใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจติดขัด
กลางลานหินอัคนี... ร่างโปร่งในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของไป๋เฉินยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายเท้าแทบไม่แนบชิดพื้น ทว่ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน นัยน์ตาคู่นคมกริบดั่งดาราในห้วงจักรวาลกวาดมองผู้มาเยือนจากสำนักเมฆามารคคตระกูลด้วยความรู้สึกเวทนา ราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่กำลังกระโดดโลดเต้นท้าทายพญาราชสีห์
“สามหาว!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกมาจากปากของ ‘หลี่เทียนอวี่’ ศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆามารคคตระกูล ร่างหนาใหญ่ของเขาปกคลุมด้วยไอหมอกสีดำทมิฬ ปราณอสูรคลุ้งกระจายจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น เขาก้าวออกมาก้าวหนึ่ง พื้นศิลาใต้เท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง “ไป๋เฉิน! เจ้าเป็นแค่เศษสวะตระกูลตกอับ อาศัยเกาะชายผ้าขององค์หญิงมู่หรั่นชิงเพื่อความอยู่รอด กล้าดียังไงมาปากกล้าต่อหน้าข้า!”
หลี่เทียนอวี่คืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ครอบครอง ‘กายาโลหิตอสูร’ ทะลวงสู่ขอบเขตแก่นแท้ลมปราณขั้นที่เจ็ดตั้งแต่อายุยังน้อย ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วแคว้นในฐานะมือกระบี่ผู้เหี้ยมโหด การมาเยือนสำนักกระบี่เมฆาในวันนี้ หาใช่เพียงแค่การมาเยือนตามมารยาทไม่ หากแต่มีเป้าหมายเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของไป๋เฉินให้จมดิน และประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของสำนักเมฆามารคคตระกูลต่อหน้าผู้วิเศษและผู้อาวุโสหลายท่านที่นั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์เบื้องบน
บนระเบียงสูงชัน มู่หรั่นชิงในชุดอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายเมฆาเยือกเย็น นางนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หยกขาว ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าเรียวคิ้วคู่โก่งกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางไม่ได้เอวาจาใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ปลายนิ้วเรียวยาวเรียวประหนึ่งหยกขาวกำลังจิบชาอุ่นในถ้วยกระเบื้องเคลือบอย่างเชื่องช้า ทว่ารังสีฆ่าฟันที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปีรอบกายของนาง กลับทำให้อุณหภูมิในรัศมีร้อยเมตรลดฮวบลงจนเหล่าผู้วิเศษยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
*“หากสุนัขตัวนี้เห่าไม่หยุด เจ้าจะให้ข้าตัดลิ้นมันเสียเลยดีหรือไม่... ศิษย์น้อง”*
กระแสจิตที่ส่งตรงมาจากมู่หรั่นชิงแฝงความห่วงใยและอำมหิตในเวลาเดียวกัน นางย่อมรู้ดีว่าไป๋เฉินเพิ่งฟื้นฟูพลังฝีมือ แม้ความเข้าใจในวิถีกระบี่จะลึกล้ำเพียงใด แต่ย่อมเสียเปรียบด้านปริมาณพลังปราณดิบอย่างแน่นอน
ไป๋เฉินปรายตามองขึ้นไปยังระเบียงสูงแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและอบอุ่นจนหัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ
เขาส่งกระแสจิตตอบกลับไปสั้นๆ *“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะนะ... การต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญเช่นนี้ ข้าถนัดนัก”*
เมื่อหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลี่เทียนอวี่อีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เฉินก็มลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับเบื้องหน้าของเขาไม่ใช่ยอดฝีมือสำนักใหญ่ หากแต่เป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน
“เจ้าอยากประลองกับข้า?” ไป๋เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเกรงกลัว
“ไม่ใช่แค่ประลอง!” หลี่เทียนอวี่แค่นเสียงหัวoเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม ชักกระบี่หนาหนักสีนิลกาฬออกจากฝัก ประกายแสงสีเลือดวาดผ่านคมกระบี่จนเกิดเสียงหวีดหิวบาดแก้วหู “แต่วันนี้คือวันตายของเจ้า! ข้าจะลบชื่อ ‘ไป๋เฉิน’ ออกจากแผ่นดินนี้ เพื่อให้พวกที่คิดจะเกาะแข้งเกาะขาสำนักกระบี่เมฆาได้รู้ซึ้งถึงจุดจบ!”
สิ้นเสียง ร่างของหลี่เทียนอวี่ก็หายวับไปจากจุดเดิม ปราณอสูรสีโลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นเงากรงเล็บอสูรกשขนาดมหึมาตะпบลงมาจากเบื้องบน หมายจะบดขยี้ร่างของไป๋เฉินให้แหลกสลายในกระบวนท่าเดียว!
*เคล็ดกระบี่โลหิตมารค: อสูรโลหิตฉีกนภา!*
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากเหล่าศิษย์รอบด้าน นี่คือกระบวนท่าสังหารที่รุนแรงที่สุดกระบวนท่าหนึ่งของสำนักเมฆามารคคตระกูล ความเร็วระดับนี้ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นแท้ขั้นแปดก็ยังยากจะหลบหลีก
ทว่า... ไป๋เฉินกลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
ดวงตาของเขาสะท้อนภาพเงากรงเล็บสีเลือดที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ ช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลานในสายตาของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด
*“ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก...”*
ไป๋เฉินพึมพำเบาๆ มือขวาค่อยๆ ยกขึ้นแตะที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เหน็บอยู่ข้างเอว—กระบี่ที่ไม่มีแม้กระทั่งจิตวิญญาณศาสตราวุธ กระบี่ที่ศิษย์สวะทั่วไปใช้ฝึกซ้อมพื้นฐาน
*ฟรึบ!*
ประกายแสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันสพลั่งขึ้น ราวกับดาราจักรที่ระเบิดออกในยามวิกาล ความเร็วของมันเหนือล้ำกว่ากาลเวลาและมิติ ไร้ซึ่งเสียงคำรามครึกโครม ไร้ซึ่งแรงกดดันที่น่ากลัว มีเพียงความเรียบง่าย บริสุทธิ์ และเด็ดขาด!
*ฉึบ!*
เวลาในลานประลองราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เงากรงเล็บอสูรโลหิตที่โถมเข้ามาหยุดชะงักกลางอากาศ ร่างของหลี่เทียนอวี่แข็งค้างในท่าพุ่งทะยาน ปลายกระบี่สีนิลในมือยังคงชี้ตรงมาข้างหน้า ทว่าตรงกลางหน้าอกของเขากลับปรากฏรอยแยกบางๆ สายหนึ่ง
*แปะ... แปะ...*
หยดโลหิตสีแดงฉานหยดลงบนพื้นศิลาทีละหยด... ทีละหยด...
หลี่เทียนอวี่ก้มมองหน้าอกของตนเองด้วยความตื่นตระหนกเหลือประมาณ นัยน์ตาเบิกกว้างจนแทบถล่นออกมาจากเบ้า อ้าปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะเอ่ยบางอย่าง แต่ทว่า... วาจาใดก็ไม่อาจหลุดรอดออกมาได้อีก
*เคร้ง!*
กระบี่นิลกาฬในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้น ตามด้วยร่างของหลี่เทียนอวี่ที่ทรุดฮวบลงคุกเข่า เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากบาดแผลราวกับทำนบแตก
ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่เสียงลมพัดผ่านก็ยังราวกับหยุดชะงัก เหล่าผู้วิเศษบนอัฒจันทร์ต่างลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียงกัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง พลังกระบี่เมื่อครู่นี้คืออะไรกัน? ไม่มีจิตสังหาร ไม่มีปราณรุนแรง ทว่ากลับเฉียบคมและทรงพลังจนสามารถทะลวงเกราะปราณอสูรของหลี่เทียนอวี่ได้ในกระบวนท่าเดียว!
มู่หรั่นชิงที่นั่งมองอยู่มุมสูง แววตาคู่สวยฉายประกายความพึงพอใจและอ่อนละมุนขึ้นวูบหนึ่ง มุมปากของนางยกย่องขึ้นเล็กน้อย งดงามราวกับดอกเหมันต์แรกแย้มในฤดูหนาว
ไป๋เฉินค่อยๆ สอดกระบี่ไม้ไผ่กลับเข้าที่เดิม สีหน้ายังคงราบเรียบรากับไม่เคยมีอะเกิดขึ้น เขาปัดชายเสื้อเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินผ่านร่างที่กำลังจะสิ้นใจของหลี่เทียนอวี่ไปอย่างไร้เยื่อใย
“กลับไปบอกเจ้าสำนักของพวกเจ้า...” ไป๋เฉินหยุดเดินเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานที่สะท้อนก้องไปทั่วหัวใจของทุกคน “หากยังคิดจะมาเหยียบสำนักกระบี่เมฆาด้วยกะลาหัวเน่าๆ เช่นนี้ ครั้งหน้า... สิ่งที่ร่วงหล่นจะไม่ใช่แค่หยดเลือด แต่จะเป็นศีรษะของพวกมันทั้งหมด”
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋เฉินกำลังจะก้าวเดินพ้นจากลานประลองนั้นเอง...
*เปรี้ยง!*
ท้องឃฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา สายฟ้าสีทองคำม่วงขนาดมหเท่าลำอ่างยักษ์ผ่าลงมาจากห้วงนภากาศอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงระเบิดสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้น!
พร้อมกันนั้น คลื่นพลังปราณระดับบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง ก็กดทับลงมาจากมิติเบื้องบน บีบคั้นจนกระดูกทั่วร่างของเหล่าศิษย์ถึงกับส่งเสียงลั่นกรอบ
ร่างเงาดำร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางสายฟ้า หมอกควันสีเทาจางลงเผยให้เห็นชายชราในชุดคลุมนักพรตโบราณ ดวงตาทั้งคู่เป็นสีทองอร่ามไร้แววตา และสิ่งที่ทำให้ไป๋เฉินต้องหรี่ตาลงทันที คือป้ายคำสั่งในมือของชายชราผู้นั้น—ป้ายคำสั่งแห่ง ‘หุบเขาหมื่นพิษ’ ที่ไม่ควรจะปรากฏตัวขึ้นในดินแดนแถบนี้!
“ฮ่าๆๆ... สมคำร่ำลือ ศิษย์เอกตระกูลไป๋ผู้ร่วงหล่น ช่างน่าสนใจยิ่งนัก...” เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากชายชราลึกลับ “แต่เกรงว่า... วันนี้เจ้าจะไม่มีโอกาสได้เติบโตไปมากกว่านี้แล้ว!”
——————————————————————————
*ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอักษรบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ*
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 9
ศิษย์เอกสำนักใหญ่ท้าประลอง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!