สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 28

การท้าประลองเป็นตาย

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"ปัง!" เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันจากลมปราณระดับวิญญาณแท้จริงแผ่ซ่านกดทับจนอากาศภายในโถงใหญ่หนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยขุนเขาหินผา ผู้อาวุโสรอง "หลี่เทียนเหิง" ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจเหยี่ยวเพชฌฆาตจ้องมองร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่างด้วยแววตาดุดันและเคียดแค้นชิงชัง "ไป๋เฉิน! เจ้ายังมีหน้ามาปฏิเสธอีกหรือ? ศิษย์ในสังกัดของข้าล้วนดับสูญในแดนลับมัจจุราชอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงเจ้าและสตรีเย็นชาผู้นั้นที่รอดชีวิตกลับมาพร้อมกับสมบัติวิเศษระดับบรรพกาล หากไม่ใช่เพราะเจ้าใช้เล่ห์กลชั่วช้าสังหารพวกเขาสิ้นเพื่อฮุบสมบัติไว้ผู้เดียว ไฉนหลานรักของข้าจึงต้องสังเวยชีวิตในนั้นด้วยเล่า!" เสียงคำรามของหลี่เทียนเหิงสั่นสะท้อนก้องไปทั่วตำนานบัญชาเซียน เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงที่ยืนรายล้อมต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนก ข้อกล่าวหานี้รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ยิ่งเป็นคำกล่าวหาจากปากของผู้อาวุโสรองผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของสำนัก ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าหาญพอจะเอ่ยปากแก้ต่างให้เด็กหนุ่มผู้เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน ทว่า ไป๋เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาดำขลับล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งของเขาเงยขึ้นสบกับสายตาดุดันคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อความไร้เดียงสาและความโลภอันน่าสมเพชของมนุษย์ "ผู้อาวุโสหลี่... ท่านกล่าวหาข้าด้วยวาจาเลื่อนลอยเช่นนี้ ไม่ละอายแก่ใจต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพจารย์บ้างหรือ? แดนลับมัจจุราชเป็นสถานที่อันตรายถึงชีวิต ความตายเป็นเรื่องปกติวิสัยของวิถียุทธ หากบุตรหลานของท่านฝีมืออ่อนด้อยเองจนถูกสัตว์อสูรกลืนกิน หรือไปตอดเล็กตอดน้อยจนถูกผู้อื่นสังหาร ไฉนจึงโยนความผิดให้ข้าผู้เป็นศิษย์ผู้น้อยเล่า หรือท่านคิดว่าอำนาจในสำนักกระบี่เมฆานี้ สามารถชี้ขาวเป็นดำ ชี้กวางเป็นม้า ได้ตามอำเภอใจของท่านคนเดียว?" น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก ทุกถ้อยคำบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังจนหลี่เทียนเหิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ "สามหงส์! สามหงส์นักนะไอ้เด็กสารเลว! ปากกล้าเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นขยะตระกูลไป๋ที่ไร้รากปราณในอดีต! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับสารภาพ และสำนักของเราก็มีกฎระเบียบมาช้านานว่าข้อพิพาทระหว่างศิษย์หากไม่สามารถตกลงกันได้..." หลี่เทียนเหิงหรี่ตาลงอย่างอำมหิต พลางสะบัดแขนเสื้อกว้าง เสียงประกาศิตก้องกังวานเหี้ยมเกรียม "...ก็จงใช้ 'กระบี่' เป็นผู้ตัดสิน! กล้าหรือไม่ที่จะขึ้นสู่ลานประลองเป็นตาย! หากเจ้ามีความบริสุทธิ์ใจจริง จงเอาชนะกระบี่ในมือข้า หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็จงเอาชีวิตทิ้งไว้บนลานประลองเสียเถอะ!" สิ้นคำประกาศนั้น บรรยากาศภายในโถงก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ศิษย์หลายคนถึงกับหน้าถอดสี การประลองเป็นตายหมายถึงไม่มีการออมมือ ผู้แพ้มีเพียงสถานเดียวคือความตาย ยิ่งคู่ต่อสู้คือผู้อาวุโสระดับวิญญาณแท้จริงขั้นสมบูรณ์ หรือแม้แต่ตัวหลี่เทียนเหิงเองที่จะลงมือด้วยตนเองเพื่อล้างแค้นให้หลานชาย การกระทำนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรมโดยชอบธรรม ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันกำลังแผ่ซ่านถึงขีดสุดนั้นเอง... "ช้าก่อน" สุ้มเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูพลันดังขึ้นแทรกกลางอากาศ เป็นน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่ากลับทรงพลังอำนาจจนทำให้ทุกคนต้องหันไปมองเป็นตาเดียว ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาด้วยด้ายเงินก้าวเดินออกมาจากมุมมืดของโถงช้าๆ ทุกย่างก้าวที่นางเคลื่อนไหวราวกับดอกบัวน้ำแข็งที่เบ่งบานบนยอดเขาหิมะ ความงามล่มเมืองที่เย็นชาและสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงๆ รัศมีปราณเซียนบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอย่างฉับพลัน นางคือ "มู่หรั่นชิง" นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งสำนักกระบี่เมฆา! ดวงตาคู่หงส์ที่งดงามราวกับภาพวาดทอดมองไปยังหลี่เทียนเหิงด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดุจมองก้อนกรวดริมทาง ทว่ากลับสร้างความกดดันให้ผู้อาวุโสระดับสูงถึงกับต้องผถันถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตื่นตะลึง "ผู้อาวุโสหลี่... ท่านช่างหน้าหนาเกินไปแล้วกระมัง?" มู่หรั่นชิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นเข้ากระดูกดำ "ผู้อาวุโสระดับสูง ไฉนจึงลดตัวลงมาท้าประลองกับศิษย์รุ่นเยือนที่เพิ่งเข้าสำนัก? หากสำนักกระบี่เมฆาของพวกเราตกต่ำถึงขั้นต้องให้ผู้อาวุโสใช้กำลังรังแกผู้น้อยเพื่อล้างแค้นส่วนตัว ข้าว่า... ตำแหน่งผู้อาวุโสของท่าน สมควรสละให้คนที่มีคุณธรรมมากกว่านี้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนเสียจะดีกว่า" "เจ้า!... มู่หรั่นชิง! อย่าคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์อัจฉริยะที่ท่านเจ้าสำนักโปรดปรานแล้วจะพูดจาหักหาญน้ำใจข้าได้!" หลี่เทียนเหิงคำรามด้วยความเคียดแค้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอับอายต่อหน้าธารกำนัล "นี่คือเรื่องระหว่างข้ากับไป๋เฉิน! ในเมื่อเด็กนี่มันมั่นใจนักว่าตนเองบริสุทธิ์ เหตุใดต้องให้เจ้ามาปกป้องราวกับสุนัขหวงก้างเช่นนี้ หรือว่า... พวกเจ้าสองคนสมรู้ร่วมคิดกันสังหารศิษย์ในสำนักจริงๆ!" พริบตานั้นเอง... บรรยากาศรอบกายของมู่หรั่นชิงก็เปลี่ยนแปรไปราวกับฟ้าดินพลิกคว่ำ! รังสีปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุหลังคาตำหนักจนแหลกละเอียดเป็นจุล เมฆบนท้องฟ้าพลันม้วนตัวหมุนวนเป็นเกลียวพายุด้วยความโกรธเกรี้ยวของนางเซียนผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด นางก้าวออกมายืนเคียงข้างไป๋เฉิน มือเรียวดั่งหยกขาวเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ประจำกายที่เหน็บอยู่ข้างเอวอย่างมั่นคง "หากท่านต้องการประลองเป็นตาย..." มู่หรั่นชิงกวาดสายตาดุจคมมีดมองหลี่เทียนเหิง น้ำเสียงของนางเยือกเย็นจนบาดลึกถึงวิญญาณของผู้ฟัง "...ข้า 'มู่หรั่นชิง' ขอเป็นคู่มือให้ท่านเอง! มาดูกันว่ากระบี่เมฆาของข้า กับวิชาฝ่ามือโลหิตของท่าน อย่างไหนจะดับดิ้นก่อนกัน!" คำพูดนั้นสะท้อนก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสต่างหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครคาดคิดว่านางเซียนผู้เยือกเย็นและไม่เคยสนใจโลกหล้าผู้นี้ จะยอมประกาศสงครามกับผู้อาวุโสรองเพื่อปกป้องเด็กหนุ่มคนหนึ่งอย่างไม่ลังเล! ไป๋เฉินเหลือบมองแผ่นหลังบางที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ดวงตาคมกริบฉายประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่หาได้ยากยิ่ง มือหนายื่นออกไปแตะเบาๆ ที่ไหล่ลาดมนของนางเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเผชิญหน้ากับหลี่เทียนเหิงด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันเช่นเดิม "หรั่นชิง... เรื่องของสุนัขที่เห่าหอนเสียงดัง ปล่อยให้ข้าจัดการเองเถอะ" ไป๋เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเมื่อหันกลับมามองหลี่เทียนเหิง แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบสังหารที่พร้อมจะตัดขั้วหัวใจ "ในเมื่อเฒ่าชราอย่างเจ้าอยากเห็นความตายของข้าถึงเพียงนี้... ข้า 'ไป๋เฉิน' ขอรับคำท้าประลองเป็นตายนั้น!" สิ้นเสียงประกาศกร้าวของไป๋เฉิน ท้องนากเหนือสำนักกระบี่เมฆาก็พลันเกิดเสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดผ่า เมฆดำทะมึนปกคลุมทั่วบริเวณในพริบตา พร้อมกับเงาร่างลึกลับอันทรงพลังมหาศาลที่ปรากฏขึ้นบนยอดเขาต้องห้าม—สถานที่ซึ่งบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักปิดตายมานับร้อยปี! ร่างนั้นสวมชุดคลุมโบราณขาดวิ่น ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศโดยไม่ต้องใช้พลังปราณพยุง ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวจนเกิดรอยปริแตกสีดำสนิท! นัยน์ตาของหลี่เทียนเหิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เช่นเดียวกับมู่หรั่นชิงที่สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล... [ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ]
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%
การท้าประลองเป็นตาย — สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน | yayni