"เก็บสายตาริษยาของพวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ หากยังไม่อยากให้กระบี่ในมือข้าลิ้มรสโลหิตบนคอของพวกเจ้า!"
สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูของมู่หรั่นชิงดังสะท้อนก้องไปทั่วลานพิธีเบื้องหน้าตำหนักใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา นางยืนหยัดอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างจนสะเทือนถึงพื้นหินศิลา นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งหยกสลักรายนี้กำลังแผ่ไอสังหารเข้มข้นออกมาปกป้องชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้าง—ไป๋เฉิน
เบื้องหน้าของคนทั้งสองคือเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องและผู้วิอาวุโสแห่งสำนักกระบี่เมฆาหลายสิบชีวิต ดวงตาของแต่ละคนต่างแดงก่ำด้วยความอิจฉาริษยาและตื่นตะลึงระคนกัน เมื่อมองไปยังหีบสมบัติวิญญาณบรรพกาลที่ไป๋เฉินลากกลับมาด้วยมือเปล่า ทรัพยากรระดับเซียนที่สูญหายไปนับพันปี เม็ดยาทลายขอบเขต และศิลาปราณดาราคราม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่ต่อให้ใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนับร้อยปีก็มิอาจหาญกล้าครอบครองได้ แต่วันนี้... ศิษย์สวะที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ค่าผู้นี้ กลับเป็นผู้กอบกู้มันกลับมาสำนักด้วยตัวคนเดียว!
ไป๋เฉินยกมือขึ้นแตะไหล่บางของมู่หรั่นชิงเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นทำให้ไอเย็นรอบตัวนางคลายลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาทระนงเงยขึ้นสบตากับบรรดาผู้วิอาวุโสที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดหยก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอย่างไม่ปิดบัง
"ศิษย์พี่มู่กล่าวถูกต้องแล้ว สมบัติเหล่านี้ไม่ใช่ของที่คนไร้ความสามารถจะเอื้อมมือมาแตะต้องได้" ไป๋เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียจนผู้ได้ยินต้องสะท้านทรวงใน "ในวันที่ข้ากับศิษย์พี่ก้าวเท้าเข้าสู่หุบเขามรณะเพื่อตามหาสมบัติเหล่านี้ มีสักกี่คนในที่นี้ที่กล้าอาสาออกไป? มีใครบ้างที่ไม่ก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขลาดเขลา? บัดนี้ เมื่อพวกเรานำชัยชนะและทรัพยากรกลับมาเพื่อค้ำจุนสำนัก เหตุใดสายตาที่มองมาจึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังเล่า หรือว่า... พวกท่านหวังจะให้พวกเราตายตกไปในดินแดนรกร้างนั้นตั้งแต่แรกกันแน่?"
คำพูดของไป๋เฉินเปรียบเสมือนคมกระบี่ที่กรีดแทงลงกลางใจของเหล่าผู้อาวุโส สีหน้าของผู้อาวุโสสูงสุดถึงกับเขียวคล้ำจนแทบจะหยดเป็นน้ำหมึก เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แผ่แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับลงมาหมายจะกดขี่ให้ไป๋เฉินคุกเข่าลง
"ไป๋เฉิน! อย่าได้กำเริบเสิบสานจนเกินไปนัก! แม้เจ้าจะมีคุณความความดีในการนำสมบัติกลับมา แต่เจ้าก็ยังเป็นเพียงแค่ศิษย์ผู้น้อย การกล่าววาจารjลบหลู่ผู้อาวุโสเช่นนี้ สมควรถูกลงทัณฑ์ให้ไปสำนึกผิดที่หน้าผาวารีทมิฬสามปี!"
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาถล่มทลาย มู่หรั่นชิงขมวดคิ้วมุ่น นางเตรียมชักกระบี่ประจำกายออกมาเพื่อสะบั้นแรงกดดันนั้นให้สิ้นซาก ทว่าไป๋เฉินกลับยื่นมือมาขวางไว้ เขายังคงยืนหยัดอย่างองอาจ กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบราวกับพญาอินทรีย์กางปีกต้านทานพายุ
ปราณกระบี่บรรพกาลในร่างของไป๋เฉินเริ่มตื่นตัว มันหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับมังกรคำรามใต้ผืนน้ำแข็ง ดวงตาคู่นั้นทอประกายสีทองเจิดจ้าจนผู้คนไม่กล้าสบตา
"ลงทัณฑ์ข้าหรือ?" ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน "สำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะทรัพยากรที่ข้าแลกมาด้วยชีวิต แต่สิ่งที่พวกท่านมอบให้ผู้มีคุณูปการ กลับเป็นการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง ช่างน่า 'ขัน' สิ้นดี!"
สิ้นเสียงคำราม ไป๋เฉินสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คลื่นปราณสีครามเข้มระเบิดออกเป็นวงกว้าง แรงกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณของผู้อาวุโสสูงสุดถูกกระแทกจนแตกกระเจิงในพริบตา ร่างของผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับเซถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กหนุ่มผู้มีขอบเขตพลังต่ำกว่าตนถึงสองขั้น จะสามารถสะท้อนแรงกดดันของเขากลับมาจนได้รับบาดเจ็บภายในได้!
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมลานพิธีทันที เหล่าศิษย์นับร้อยชีวิตอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินไข่ไก่ได้ทั้งใบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา พวกเขาไม่เคยเห็นใครกล้าท้าทายอำนาจของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน นี่มันไม่ใช่ความกล้าหาญแล้ว แต่มันคือความบ้าคลั่งที่พร้อมจะเผาทำลายทุกสิ่ง!
มู่หรั่นชิงมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและความรักใคร่ระคนห่วงใย ไอความเย็นชาที่นางเคยมีต่อโลกหล้า มลายหายSิ้นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหัวใจที่เต้นระรัวเพื่อบุรุษผู้นี้คนเดียว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือดังแผ่วเบาแต่ก้องกังวานก็ดังขึ้นมาจากยอดตำหนักสูงสุด
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ร่างของเจ้าสำนักกระบี่เมฆาผู้ปิดด่านบำเพ็ญเพียรมานานกว่าสามสิบปีค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงาลึกของเสาหินมังกรคราม แววตาของเขาล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทร ทว่ามุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
"ดี... ช่างเป็นศิษย์ผู้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก..." เจ้าสำนักเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานดั่งระฆังทอง "ไป๋เฉิน เจ้าไม่เพียงแต่นำสมบัติล้ำค่ากลับมา แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังวิญญาณที่ก้าวล้ำเกินกว่าผู้ใดในรุ่นเดียวกัน..."
เจ้าสำนักหยุดเดิน สายตากวาดมองไปยังหีบสมบัติก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของไป๋เฉิน แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องหยุดหายใจ
"แต่ทว่า... สมบัติวิญญาณบรรพกาลชิ้นสุดท้าย ที่เจ้าเก็บไว้ในห้วงมิติส่วนตัวของเจ้านั่นเล่า... เหตุใดจึงยังไม่ยอมนำออกมาถวายแก่สำนักเสียที?"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 27
กลับสู่สำนักด้วยชัยชนะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!