สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 26

คำสารภาพใต้แสงดาว

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาเย็นเฉียบ ดังก้องกังวานราวกับเสียงทอดถอนหายใจแห่งห้วงเวลา ไป๋เฉินสะบัดกระบี่โบราณในมือ ปราณกระบี่สีนิลกาฬแผ่ซ่านกวาดล้างไอปีศาจรอบกายให้สลายกลายเป็น Mụ ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมซากปรักหักพังของวิหารร้างแห่งนี้ ศึกชิงขุมทรัพย์บรรพกาลเมื่อครู่เกือบพรากวิญญาณของเขาทั้งดวง หากไม่ใช่เพราะเคล็ดวิชาเทพยุทธ์กลืนนภาที่ทะลวงขีดจำกัดในนาทีเป็นตาย เกรงว่าร่างนี้คงเหลือเพียงเถ้าธุลี ทว่า สิ่งที่หนักหน่วงยิ่งกว่าบาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นอก คือสายตาของสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า มู่หรั่นชิง—นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งแห่งสำนักกระบี่เมฆา บัดนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กลับเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือดและฝุ่นผง เส้นผมสีรัตติกาลหลุดลุ่ยระบ่า ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศไร้ที่ติซีดเซียวไร้สีเลือด ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของไป๋เฉินกระตุกวูบ คือประกายไหวระริกในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับสะท้อนความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่นางพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต "เจ้า... โง่เขลายิ่งนักไป๋เฉิน" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย มากเสียจนหากไม่ใช่เพราะความเงียบงันรอบกาย เขาก็คงคิดว่าตนเองหูฝาดไป ไป๋เฉินเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ พยายามกดข่มกระแสลมปราณที่ตีรวนใน1ร่างเพื่อไม่ให้นางเป็นกังวล มุมปากหยักระบายยิ้มจางๆ ที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนตามนิสัย "หากข้าไม่ยอมรับกระบี่แทนเจ้าเมื่อครู่ ป่านนี้ศิษย์พี่มู่คงกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติไปแล้ว... ข้าเป็นบุรุษ จะปล่อยให้สตรีที่ข้า... ปกป้องต้องบาดเจ็บได้อย่างไร" คำว่า 'ที่ข้าปกป้อง' เกือบจะหลุดคำว่า 'ที่ข้า...' ออกไป แต่มู่หรั่นชิงกลับไวกว่า นางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายหอมเย็นดั่งดอกเหมันต์ที่คุ้นเคยโชยเข้าแตะนาสิก ทว่าในยามนี้มันกลับเจือด้วยหยาดน้ำตาที่นางพยายามอดกลั้น "ปกป้อง? เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาปกป้องข้า!" มู่หรั่นชิงตวาดเสียงกร้าว แต่นัยน์ตากลับเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปสัมผัสรอยแผลฉกรรจ์บนอกเสื้อของเขาที่ขาดวิ่น สัมผัสนั้นสั่นเทาน้อยๆ "เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร? มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่จากที่ใดกัน? ถึงได้ทำตัวไม่รักชีวิตเช่นนี้!" ไป๋เฉินชะงักงัน ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าที่มักจะเย่อหยิ่งและเย็นชาต่อโลกหล้า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ความเปราะบางนี้ทำให้หัวใจของมหาเทพผู้ผ่านโลกมานับพันปีถึงกับกระตุกวูบ "หรั่นชิง..." เขาเอ่ยเรียกชื่อนางอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของดวงวิญญาณ "ข้าเกลียดเจ้า..." นางพึมพำ เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่ละคำกลับหนักหน่วงราวน้ำหนักภูเขา "ข้าเกลียดที่เจ้าเข้ามาในวิถีกระบี่ของข้า เกลียดที่เจ้าทำให้ใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำแข็งต้องสั่นคลอน... และเกกลียดที่สุด... เกลียดที่เจ้าทำให้ข้ากลัว—กลัวว่าสักวันหนึ่ง ข้าจะต้องสูญเสียเจ้าไป" หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่งาม กระทบลงบนหลังมือของไป๋เฉิน ร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิงที่แผดเผาลงในจิตวิญญาณ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้คนต่างแสวงหาความเป็นอมตะ ตัดขาดซึ่งความรักและสายใยทางโลก เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของฟ้าดิน ทุกคนล้วนมองว่าความรู้สึกรักใคร่คือมารร้ายที่จะทำลายตบะ แต่นางเซียนผู้เย็นชาผู้นี้ กลับยอมสารภาพความอ่อนแอที่สุดในชีวิตออกมาต่อหน้าบุรุษผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินผู้นี้ ไป๋เฉินไม่ลังเลอีกต่อไป มือหนาเอื้อมไปกอบกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ถ่าย 0ทอดกระแสปราณอุ่นซ่านเพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บในกายของนาง ดวงตาคมลุ่มลึกจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการสะท้อนวิญญาณทั้งดวงเข้าไปในนั้น "เจ้าคิดว่าเส้นทางเซียนคือการไร้หัวใจกระนั้นหรือ?" ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และทรงพลัง "หากการบรรลุเป็นเซียนหมายถึงการต้องไร้ซึ่งความรู้สึกและมองดูคนที่เรารักดับสลายไปต่อหน้า ข้า—ไป๋เฉิน ผู้นี้ ขอใช้กระบี่ในมือฟาดฟันสวรรค์ คว่ำบาตรดินแดนเซียน และเดินไปบนเส้นทางมารผู้น้อย เพื่อปกป้องเจ้าไว้ในกำมือ!" คำพูดนั้นดังก้องกังวาน ราวกับเสียงคำรามของมังกรบรรพกาลที่สะท้านไปถึงสรวงสวรรค์ มู่หรั่นชิงเบิกตากว้าง ความตกตะลึงระคนซาบซึ้งใจเอ่อล้นทะลักทลายเขื่อนกั้นความรู้สึกที่นางสร้างมานับร้อยปี นางไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่อาจหาญและเปี่ยมด้วยความรักลึกซึ้งเช่นนี้จากปากของผู้ใดมากยิ่งกว่านี้อีกแล้ว ในสายตาของคนทั้งยุทธภพ ไป๋เฉินคือปีศาจผู้เหี้ยมโหดและเย่อหยิ่ง แต่ในสายตาของนาง เขากลับเป็นดั่งสรวงสว่างเดียวในโลกอันมืดมิด บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง ท่ามกลางหมู่ดาวนับล้านที่สาดแสงลงมาผ่านช่องพังทลายของวิหารโบราณ นางไม่พูดอันใดอีกต่อไป มีเพียงความกล้าหาญครั้งแรกในชีวิตเซียน มู่หรั่นชิงเป็นฝ่ายขยับกายเข้าประชิด วงแขนเรียวโอบกอดรอบลำคอแกร่งของเขาไว้แน่น ใบหน้าซบลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลรินเปื้อนอาภรณ์ของเขา ไป๋เฉินสะท้านเฮือก ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบกอดร่างระหงของนางไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ราวกับนางคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล ความสัมพันธ์ที่เคยคั่นกลางด้วยคำว่าสหาย บัดนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยจิตวิญญาณและหยาดเลือด ทว่า ในขณะที่ความอบอุ่นกำลังแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจของคนทั้งสอง ทันใดนั้นเอง... บรรยากาศโดยรอบก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขั้วกระดูก ไอปีศาจสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่าง ราวกับอสูรกายจากขุมนรกที่ตื่นจากการหลับใหล พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องนอก... *“ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่ความรักของพวกเจ้า จะต้องจบลงที่นี่!”* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%