"หากผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ยังคงหายใจและสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลไป๋ต่อไป เกรงว่าเก้าอี้ผู้อาวุโสสูงสุดในวันหน้า...คงมิอาจหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเด็กเหลือขอผู้นั้นเป็นแน่"
น้ำเสียงแหบพร่าดั่งเสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโถงลับ ชั้นใต้ดินของตำหนักบูรพา แสงตะเกียงน้ำมันอสูรสีเขียวมรกตไหววูบวาบ สะท้อนใบหน้ายับย่นราวเปลือกไม้แห้งกร้านของ 'ผู้อาวุโสรองฮั่วเทียน' แววตาคู่คมกริบฉายแววอำมหิตและริษยาอย่างไม่ปิดบัง
เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะศิลาสีดำสนิทที่สลักด้วยค่ายกลสะกดวิญญาณ บนนั้นวางแผนที่เส้นทางเดินลมปราณภายในสำนักกระบี่เมฆาเอาไว้โดยละเอียด พร้อมด้วยหยกบันทึกภาพเหตุการณ์ประลองเมื่อวาน ที่ซึ่งไป๋เฉินสะบัดกระบี่เพียงคราเดียวก็สามารถสยบศิษย์สายตรงขั้นหลอมรวมวิญญาณได้อย่างง่ายดาย
"ท่านรอง... แต่เด็กนั่นมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับมู่หรั่นชิง หากเราลงมือบุ่มบ่าม เกรงว่าแม่นางผู้นั้น..." เสียงของเงาร่างในชุดดำสนิทที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างเอ่ยท้วงด้วยความหวาดหวั่น แม้แต่นักฆ่ารับจ้างผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน ยังต้องสะท้านเยือกเมื่อเอמהถึงชื่อของนางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี
ฮั่วเทียนแค่นหัวเราะออกมาอย่างเยียบเย็น ไอสังหารสีเทาพวยพุ่งออกจากร่างจนบรรยากาศรอบด้านลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังศิลา "หรั่นชิงงั้นหรือ? นางก็เป็นเพียงสตรีที่หลงใหลในเปลือกนอกของพลังอำนาจ นางเซียนผู้ไร้หัวใจผู้นั้น จะสนใจใยดีอันใดกับศิษย์สวะที่เพิ่งพลิกฟื้นชีพจรกันเล่า อีกอย่าง... แผนการครั้งนี้เรามิได้ลงมือเองเสียหน่อย"
ชายชราหยิบป้ายหยกสีเลือดชิ้นหนึ่งขึ้นมา หมุนวนเล่นในฝ่ามือ รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นที่มุมปาก "ในเมื่อมันอยากแสดงความโดดเด่นนัก ข้าก็จะจัด 'มหกรรมล่านรก' ให้มันได้ลิ้มลอง ชายแดนรกร้างหุบเขาอสูรโลหิต... คือสถานที่ฝังศพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอัจฉริยะที่เติบโตเร็วจนเกินไป"
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักกระบี่เหมันต์อันเงียบสงบ ละอองหิมะโปรยปรายลงมาจากนภากาศราวกับบทเพลงกล่อมวิญญาณ มู่หรั่นชิงยืนประจันหน้าอยู่กับเงาร่างโปร่งบางของบุรุษผู้หนึ่ง สายตาคู่คมที่มักจะเยียบเย็นและไร้ความรู้สึกต่อสรรพสิ่ง บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกยามทอดมองไปยังไป๋เฉิน ผู้กำลังนั่งขัดสมาธิโคจรพลังปราณอยู่บนแท่นศิลาหยกขาว
"เจ้ากำลังคิดจะไปที่นั่นจริงๆ หรือ ไป๋เฉิน" เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความกังวลที่นางมักจะซ่อนเร้นไว้เสมอจากสายตาของคนนอก
ไป๋เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ ประกายแสงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์แรกอรุณวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความทะนงองอาจและอำนาจเหนือฟ้าดินที่ติดตัวมาแต่ชาติภพก่อน
"หรั่นชิง... เจ้าก็รู้ว่าวิถีกระบี่ของข้า มิได้เกิดจากการหลบซ่อนอยู่ภายใต้ร่มเงาของใคร" ไป๋เฉินลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมสีขาวโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกายอย่างเป็นธรรมชาติ "ผู้อาวุโสรองผู้นั้นคิดว่าข้าไม่รู้ทันแผนสกปรกของมัน สุนัขแก่ที่รอวันตายตัวนั้น กำลังขุดหลุมฝังศพให้ตัวเองต่างหากเล่า"
มู่หรั่นชิงขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างอรชรของนางส่งกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ผสมผสานกับกลิ่นอายเซียน นางเอื้อมมือเรียวดุจหยกขาวออกไปสัมผัสปอยผมที่ระหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา เป็นการกระทำที่หากศิษย์คนอื่นในสำนักมาเห็นเข้า คงต้องตกตะลึงจนกระอักเลือดตายด้วยความริษยา เพราะนางเซียนผู้สูงส่งผู้นี้ ไม่เคยยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้ในระยะสามจั้งมาเนิ่นนาน
"ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งกล้าสามารถเพียงใด... แต่หุบเขาอสูรโลหิตมิใช่สถานที่ธรรมดา ที่นั่นมีค่ายกลโบราณหลงเหลืออยู่ และพวกมัน... คงไม่ส่งมือสังหารระดับธรรมดาไปต้อนรับเจ้าแน่" น้ำเสียงของนางเจือแววเวทนาและห่วงหาอย่างปิดไม่มิด
ไป๋เฉินคว้ามือเรียวนั้นไว้เบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของปลายนิ้วที่ฝึกวิชาสายน้ำแข็ง เขากระชับมือนั้นแน่นขึ้น ส่งกระแสปราณอุ่นร้อนถ่ายทอดเข้าไปเพื่อบรรเทาความเย็นที่กัดกินร่างกายนาง "ถ้าเช่นนั้น... เจ้าก็จงรอดู ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้แหละ ผ่าหุบเขาอสูรโลหิตให้ขาดเป็นสองท่อน เพื่อให้พวกมันได้ประจักษ์ว่า ใครกันแน่คือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่แท้จริงในยุทธภพนี้"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันล้ำลึก ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาที่เคยโปรยปรายด้วยละอองหิมะ กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยโลหิตสดๆ!
เสียงระฆังเตือนภัยเก้าคราดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกยอดเขา ค่ายกลป้องกันสำนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวสีดำทมิฬราวกับใยแมงมุม
ไป๋เฉินหรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างโดยอัตโนมัติ "หึ... ดูเหมือนว่าสุนัขแก่ตัวนั้น จะร้อนรนอยากเห็นโลงศพของตัวเองเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว"
มู่หรั่นชิงชักกระบี่ประจำกายออกมาจากฝัก แสงสีฟ้าครามสว่างวาบจนรัศมีรอบตัวกลายเป็นเขตแดนน้ำแข็ง นางหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาคมกราบ "ระวังตัวด้วย... มีบางสิ่งกำลังก้าวข้ามมิติเข้ามาในอาณาเขตของเรา"
สิ้นเสียงของนาง พื้นศิลาเบื้องหน้าของทั้งสองก็ระเบิดออกเป็นจุล พร้อมกับการปรากฏกายของเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับร้อยชีวิตที่แผ่ไอพิษร้ายกาจคละคลุ้ง และตรงกลางของกลุ่มคนเหล่านั้น... คือหุ่นเชิดโลหิตยักษ์ที่ถือเคียวมรณะ ซึ่งส่งเสียงคำรามก้องฟ้าสะท้านขวัญ!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 19
ศัตรูในเงาสำนัก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!