"ลมหายใจของเจ้านั่น... กำลังจะดับสูญแล้ว"
สุ้มเสียงของไป๋เฉินราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่สามารถเฉือนเมฆาบนนภากาศให้ขาดเป็นสองท่อน นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่โบราณกวาดมองไปยังร่างมหึมาของอสูรบรรพกาลเบื้องหน้า ร่างนั้นสูงใหญ่เทียมฟ้า เกล็ดสีดำสนิทสะท้อนประกายโลหิต อาบไล้ด้วยไอทมิฬที่แผ่พุ่งจนมิติรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นรอยร้าว
เบื้องขวาของเขาคือมู่หรั่นชิง นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งประติมากรรมหยกสลัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางยามนี้เปรอะเปื้อนด้วยหยาดโลหิตสีชาด ทว่ากลับมิได้ลดทอนความงดงามล่มเมืองลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ความเย็นชาที่ประดับอยู่บนดวงหน้าเรียวสวยนั้น กลับขับเน้นรัศมีแห่งความสูงส่งจนผู้คนต้องหลบสายตา
"ความโลภของมัน ช่างน่าสมเพชนยิ่งนัก" มู่หรั่นชิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำไหลผ่านหุบเขาไร้ซึ่งความระทึกหวาดกลัว นางกวาดสายตามองสัตว์อ่ายโบราณที่แผดเสียงคำรามก้องฟ้าสะเทือนดินด้วยความดูแคลนระคนสมเพช
ครืนนน—!
อสูรโบราณสะบัดหางครั้งหนึ่ง คลื่นพลังทำลายล้างก็พัดพาเอาหินผาขนาดมหึมาแหลกสลายกลายเป็นผุยผง มันคือสิ่งมีชีวิตที่หลับใหลมานับหมื่นปีเพื่อรอวันกลืนกินดาราจักร ทว่าในยามนี้มันกลับถูกจอมยุทธ์หนุ่มผู้ถือครองจิตวิญญาณมหาเทพและนางเซียนผู้สยบฟ้าดินต้อนจนมุม
"หรั่นชิง... ถึงเวลาปิดฉากมันแล้ว" ไป๋เฉินกล่าวเสียงทุ้มต่ำ เขาเอื้อมมือไปกุมกระบวนท่าของกระบี่คู่ชีพ แรงปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งจากฝ่ามือ แผ่ขยายปกคลุมร่างทั้งสองราวกับเกราะเทพเจ้า
มู่หรั่นชิงมิได้เอวาจาใด นางเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ดวงตาคู่งามฉายประกายกระบี่สีครามเจิดจ้า กระบี่เซียนในมือของนางส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความตื่นเต้น ราวกับมันรอคอยช่วงเวลานี้มาทั้งชีวิต
นี่มิใช่เพียงการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด... แต่มันคือการประสานสอดคล้องระหว่างหยินและหยาง ระหว่างวิถีกระบี่บรรพกาลและเคล็ดวิชาเมฆาไร้ลักษณ์!
ไป๋เฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าระเบิดออกเป็นหลุมลึกนับร้อยวา ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรทองคำทะยานฟ้า เคล็ดวิชา ‘กระบี่คว่ำฟ้าดิน’ ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตาเดียว ดาบปราณนับล้านเล่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ ปกคลุมรัศมีนับหมื่นลี้จนแสงตะวันถูกกลืนหาย กลายเป็นความมืดมิดที่ถูกแทนที่ด้วยประกายแสงกระบี่ระยบับดั่งดวงดารา
ในขณะเดียวกัน มู่หรั่นชิงก็เคลื่อนกายอย่างงดงามไร้ที่ติ ร่างบางราวกับล่องลอยอยู่บนสายลม นางวาดกระบี่เป็นวงโค้ง คลื่นพลังสีฟ้าครามบริสุทธิ์แผ่ขยายออกไปประสานกับกระบี่นับล้านของไป๋เฉินอย่างลงตัว ราวกับผืนผ้าใบสีขาวที่ถูกแต้มด้วยพู่กันเซียน บรรยากาศรอบด้านพลสงบลงชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดออกด้วยพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
"กระบวนท่าคู่ประสาน... วิถีเซียนกลืนนภา!"
เสียงประสานของทั้งสองดังขึ้นก้องกังวาน ราวกับประกาศิตจากสวรรค์ที่ไม่อาจมีผู้ใดฝ่าฝืน
พริบตานั้น แสงสีทองและสีครามหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นกระบี่อัคคีน้ำแข็งขนาดยักษ์ ยาวนับพันวา พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้าแลบ ทะลวงผ่านเกราะทมิฬของอสูรโบราณราวกับเต้าหู้ที่ถูกมีดคมกริบเฉือนผ่าน
โฮกกกกกก—!
เสียงคำรามสุดท้ายของอสูรโบราณดังสนั่นหวั่นไหว มันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เมื่อตระหนักได้ว่าพลังอันยิ่งใหญ่ที่มันสะสมมานับหมื่นปี กำลังถูกหลอมละลายและสลายกลายเป็นความว่างเปล่าภายในพริบตาเดียว ร่างมหึมาของมันสั่นเทิ้ม ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำนับไม่ถ้วน โปรยปรายลงมาดั่งหิมะทมิฬที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่นับหมื่นลี้ทันที
ไป๋เฉินร่อนกายลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ลมหายใจของเขาหอบถี่เล็กน้อย ไอพลังปราณรอบตัวยังคงคุกกรุ่นราวกับเตาหลอมโลหะ เขาปรายตามองเศษซากอสูรที่สลายไป ก่อนจะหันกลับมามองสตรีผู้ยืนเคียงข้าง
มู่หรั่นชิงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาที่สง่างาม ใบหน้างามล้ำยังคงราบเรียบ ทว่ายามที่นางสบตากับไป๋เฉิน แววตาคู่นั้นกลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ความเย็นชามาเนิ่นนาน นางก้าวเข้าไปใกล้เขา เอื้อมมือเรียวดั่งลำหยกหยิบหยาดเหงื่อที่ข้างขมับของชายหนุ่มออกอย่างเบามือ
"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่" น้ำเสียงของนางแฝงความห่วงใยที่หาได้ยากยิ่ง
ไป๋เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทระงองอาจและอบอุ่นในคราเดียวกัน เขายื่นมือไปโอบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ "หากเป็นเจ้าเคียงข้าง ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ข้าก็ไม่มีวันบาดเจ็บแม้แต่ปลายเส้นขนหรอก"
มู่หรั่นชิงแก้มแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยด้วยความเขินอาย นางตีเข้าที่อกเขาเบาๆ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอאวาจาใดตอบโต้ บรรยากาศรอบด้านก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
ไอหมอกสีเลือดที่ลอยตลบอบอวลอยู่บนพื้นดินเมื่อครู่ มิได้สลายหายไปตามซากอสูร ทว่ามันกลับรวมตัวกันกลายเป็นกระจกเงาขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ และภายในกระจกบานนั้น... ปรากฏภาพของเงาร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูกสีขาวโพลน ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองทะลุกระจกตรงมายังทั้งสองคน ราวกับมันกำลังรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนานแล้ว
"ในที่สุด... พวกเจ้าก็กำจัดสุนัขรับใช้ของข้าได้เสียที ไป๋เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการกลับชาติมาเกิดใหม่ จะช่วยให้เจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของข้าพ้น?"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ดังสะท้อนก้องกังวานในจิตวิญญาณของทั้งสองคนทันทีที่สิ้นเสียงนั้น รอยร้าวบนกระจกสีเลือดก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจนพื้นดินรอบกายทรุดตัวลงนับร้อยวา!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 22
พลังผสานของจอมยุทธ์และนางเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!