ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย•ตอนที่ 13

ความทรงจำสีจาง

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณควรใส่ใจเลยสักนิด ธาม... ก้าวข้ามผ่านความหลังที่มันกัดกินคุณไปไม่ได้ ก็อย่าพยายามลากเอาความรู้สึกของคนอื่นลงไปจมกับคุณด้วยเลย” เสียงของเมษาที่เพิ่งทิ้งท้ายไว้ในบทสนทนาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรินรดา มันหนักแน่นและบาดลึกพอจะทำให้เธอยืนนิ่งอยู่หน้าบานกระจกเงาบานเก่าในห้องเก็บของของโรงเรียนที่ถูกปรับปรุงเป็นห้องซ้อมดนตรี เสียงหยาดฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีด้านนอกแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ซ้ำซาก แต่สำหรับรินรดา มันกลับเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นรัวด้วยความประหม่า เธอไม่ได้กำลังมองเงาสะท้อนของตัวเองในปัจจุบันหรอกครับ แต่ภาพที่เห็นในกระจกกลับกลายเป็นเงาเลือนรางของเด็กสาวมัธยมปลายในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดตาที่ดูหลวมโคร่งไปนิดเมื่อเทียบกับรูปร่างบอบบาง ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้ว... กลิ่นชอล์กอบอวลอยู่ในอากาศ ห้องสมุดที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงกระดาษพลิกไหว รินรดาในวัยสิบเจ็ดปีนั่งกอดหนังสือเล่มหนาแน่นไว้กับอก สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ตัวอักษร แต่มันกลับถูกตรึงไว้กับแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฝั่งของชั้นวางหนังสือ ธามในตอนนั้นไม่ได้ดูนิ่งสุขุมเหมือนในปัจจุบัน เขามีแววตาที่เต็มไปด้วยความพยศและโดดเดี่ยว เขามักจะหยิบหนังสือบทกวีเศร้าๆ มาอ่าน แล้วจากนั้นเขาก็จะเผลอถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เสียงถอนหายใจนั้นเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่คอยดึงดูดให้รินรดาค่อยๆ เขยิบตัวเข้าไปใกล้... ใกล้ขึ้นอีกนิด “เธอคิดว่าบทกวีบทนี้ มันเขียนขึ้นมาเพื่อคนที่มีความสุขหรือคนที่มีความทุกข์กันแน่?” เสียงทุ้มต่ำของธามจู่ๆ ก็ดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามองคนถาม รินรดาชะงักไป มือที่ถือหนังสือสั่นเล็กน้อยจนสันปกกระแทกกับโต๊ะไม้เสียงดัง เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา เพียงแค่อีกฝ่ายยอมพูดกับเธอ หัวใจดวงน้อยก็แทบจะกระโจนออกมานอกอก “ฉะ...ฉันคิดว่า มันน่าจะเป็นบทกวีของคนที่กำลังรอคอยอะไรบางอย่างมากกว่าค่ะ” รินรดาตอบเสียงแผ่ว สรรพนามที่เธอใช้ดูเป็นทางการเกินกว่าที่วัยรุ่นทั่วไปจะสนทนากัน แต่นั่นคือวิธีเดียวที่เธอจะรักษาระยะห่างไม่ให้ความตื่นเต้นทำลายจังหวะการพูดของตัวเอง ธามปิดหนังสือเสียงดัง 'ปัง' ก่อนจะค่อยๆ หันเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคู่คมของเขาในตอนนั้นยังคงมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ ต่างจากแววตาเย็นชาที่เขามักจะใช้มองโลกในปัจจุบัน “การรอคอยงั้นเหรอ... ถ้างั้นเธอก็คงเป็นคนที่อดทนมากสินะ ถึงได้ยอมนั่งจ้องฉันอยู่ตรงนี้นานเป็นชั่วโมง” ประโยคนั้นทำให้รินรดาหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู เธอไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุผล แต่เพราะเธอกำลังหลงทางอยู่ในเงาของชายหนุ่มตรงหน้า... เธอเริ่มรักเขาในวินาทีนั้นเอง วินาทีที่ความกลัวหายไปเพราะความอยากรู้ว่าภายใต้ท่าทีแข็งกระด้างนั้น เขาซ่อนความเปราะบางอะไรไว้บ้าง ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน รินรดายกมือขึ้นสัมผัสพื้นผิวที่เย็นเยียบของกระจก ความทรงจำสีจางๆ เหล่านั้นเริ่มคมชัดขึ้นเรื่อยๆ จนน่าใจหาย ธามในอดีตกับธามในตอนนี้เหมือนคนละคนกัน สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกันมีเพียงความว่างเปล่าที่เธอยังคงพยายามเติมเต็มด้วยความรักที่ไร้จุดหมาย เธอยังคงจำคำพูดของเขาในวันจบการศึกษาได้ดี เขาไม่ได้บอกลาเธอด้วยรอยยิ้ม แต่เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ผสมกับกลิ่นหนังสือเก่าในวันวานยังคงตามมาหลอกหลอน “รินรดา... อย่าได้พยายามค้นหาความหมายในตัวคนอย่างฉันเลย มันเสียเวลาเปล่า” คำพูดนั้นกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ธามสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นไม่ให้ใครเข้าถึงโลกที่แตกสลายของเขา และรินรดาก็เป็นเพียงคนโง่คนหนึ่งที่ยังคงยืนถือค้อนไม้เล็กๆ พยายามทุบกำแพงนั้นด้วยความอดทนที่ไร้ผล เสียงเปิดประตูห้องซ้อมดนตรีดังขึ้น ทำลายความคิดคำนึงของรินรดาจนแตกกระจาย เธอสะดุ้งสุดตัวพลางหันไปมอง คนที่ก้าวเข้ามาคือธาม เขายืนอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาดูเหนื่อยล้าดวงตาคู่นั้นดูเหมือนกำลังมองหาบางอย่าง หรืออาจจะมองหาบางคนที่เขาเคยผลักไสออกไปจากชีวิตเมื่อนานมาแล้ว “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” เสียงของธามเรียบเฉย แต่มันมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ออก รินรดาไม่ได้ตอบในทันที เธอเลือกที่จะเงียบ เธอเรียนรู้ที่จะเงียบเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้สึกที่ล้นปรี่จะไม่ทำให้เธอดูไร้ค่าไปมากกว่านี้ แต่ทว่า ในวินาทีที่เธอตัดสินใจจะหันหลังเดินหนีไป ธามกลับก้าวเข้ามาขวางทาง เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอไว้เบาๆ เป็นสัมผัสที่แผ่วเบาจนแทบจะรู้สึกไม่ได้ แต่สำหรับรินรดา มันกลับร้อนแรงราวกับเหล็กเผาไฟ เขายื่นซองจดหมายสีเหลืองซีดที่ดูเก่าเก็บให้เธอ มันเป็นจดหมายฉบับเดียวกับที่รินรดาเคยเขียนทิ้งไว้ในตู้ล็อกเกอร์ของเขาเมื่อสิบปีก่อน จดหมายที่เธอคิดว่าเขาคงทำลายมันทิ้งไปนานแล้ว “ฉันอ่านมันทุกวัน... จนกระดาษมันแทบจะขาดออกเป็นเสี่ยงๆ” ธามพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน “และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่เคยกล้าที่จะเข้าไปทักคุณอีกเลย เพราะในจดหมายฉบับนี้... คุณเขียนไว้ว่าคุณเกลียดคนที่ทิ้งความรักเอาไว้ข้างหลัง” รินรดานิ่งงัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอจำไม่ได้ว่าเธอเขียนสิ่งนั้นลงไป แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือความทรงจำสีจางที่เธอคิดว่ามีเพียงเธอคนเดียวที่แบกรับไว้ แท้จริงแล้วเขากลับเก็บมันไว้เป็นบาดแผลในใจมาตลอดทศวรรษ ทุกท่านครับ ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะจบลงด้วยความเงียบงัน แท้จริงแล้วมันอาจจะกำลังก่อตัวขึ้นใหม่ท่ามกลางเถ้าถ่านของความทรงจำที่ยังไม่มอดดับ และในขณะที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปสัมผัสซองจดหมายนั้น เสียงโทรศัพท์ของธามก็ดังขึ้น เขาชะงักไป สีหน้าเปลี่ยนจากความเปราะบางกลับสู่ความเย็นชาทันทีเมื่อเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ “ผมต้องไปแล้ว... ลืมเรื่องที่ผมพูดเมื่อกี้ไปเสียเถอะ” เขาทิ้งคำพูดนั้นไว้ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งอยู่ท่ามกลางหยาดฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมาหนักกว่าเดิม และที่พื้นตรงหน้าเธอ แทนที่จดหมายใบนั้นจะมีเพียงข้อความเดิมที่เธอเคยเขียน... มันกลับมีข้อความใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนเพิ่มด้วยลายมือของธามว่า 'ช่วยรอผมอีกครั้ง... ในวันที่ฝนหยุดตก' ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความทรงจำสีจางไปกับผมนะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%