“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ในสภาพแบบนี้ครับ?”
รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า แม้พยายามจะคุมโทนให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ธามยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของเธอในยามวิกาล เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาเคยสวมใส่ดูยับย่นและปลดกระดุมคอออกจนเห็นแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของฝนจางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของเขากำลังทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง
ธามไม่ตอบในทันที ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวราวกับจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างในความมืดมิด เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยตั้งแต่ออกจากรถเดินตรงเข้ามาหาเธอเพียงลำพัง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเพียงเบาบางจนเกิดเป็นเงาทอดยาวบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
“ผมแค่อยากรู้...” เสียงของเขาแหบพร่าคล้ายคนเพิ่งผ่านการตะโกนหรือร้องไห้มาอย่างหนัก “ว่าความเงียบของคุณในวันนี้ มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ริน”
รินรดานิ่งงัน เธอเบือนหน้าหนีสายตาที่กดดันนั้น ความเจ็บปวดจากการที่เขาเลือกจะเมินเฉยเธอมาตลอดหลายสัปดาห์ยังคงแจ่มชัดในใจราวกับรอยแผลที่เพิ่งถูกกรีด “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ? คุณเลือกแล้ว... และฉันก็เคารพการตัดสินใจนั้น”
“ถ้าเคารพ แล้วทำไมสายตาของคุณถึงดูเหมือนคนที่กำลังจะแตกสลายขนาดนั้นล่ะครับ” ธามก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งช่วงตัว จนรินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกับบานประตูไม้ เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่าโหยหาและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
“คุณไม่มีสิทธิ์มาถามแบบนี้” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอสั่นระริกแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น “เราเป็นแค่คนรู้จักกัน ธาม... อย่าล้ำเส้นเข้ามามากกว่านี้เลยครับ”
ธามนิ่งไปครู่หนึ่ง เขายกมือขึ้นราวกับจะเอื้อมไปสัมผัสแก้มนวล แต่แล้วก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศ ก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วปล่อยลงข้างลำตัวอย่างคนพยายามอดกลั้น “คนรู้จักกันงั้นเหรอ? คำนี้มันช่างเจ็บปวดกว่าคำด่าตรงๆ เสียอีกนะ”
เขายิ้มหยันให้กับตัวเอง ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างที่พอจะทำให้เขาสามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจนขึ้นภายใต้แสงจันทร์ “ผมเคยคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอที่จะเดินออกไปจากชีวิตใครสักคนโดยไม่หันหลังกลับ แต่พอผมก้าวพ้นรั้วบ้านคุณไปในวันนี้... ความมั่นใจเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้น เหมือนกับว่ามีบางอย่างที่ผมลืมทิ้งไว้ที่นี่ และบางอย่างที่ว่านั่น... มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว”
รินรดานิ่งงัน คำพูดที่พรั่งพรูออกมาด้วยความสัตย์จริงของเขาทำเอาเธอไปต่อไม่ถูก ความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมานานหลายปีเหมือนถูกกระแทกจนพังทลายลงในชั่วพริบตา เธออยากจะวิ่งเข้าไปกอดเขา อยากจะบอกว่าเธอยังอยู่ที่เดิมเสมอ แต่ความกลัวที่ฝังรากลึกในใจกลับรั้งเธอไว้
“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉันครับ?” เธอถามเสียงแผ่ว “ความเมตตา? หรือแค่อยากแน่ใจว่าฉันยังโง่งมรอคอยคุณอยู่เหมือนเดิม?”
“ผมต้องการความจริง” ธามตอบสวนทันควัน นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่ากลัว “ความจริงที่ว่าคุณยังรักผมอยู่ไหม... หรือทั้งหมดที่ผมคิดไปเอง เป็นแค่ความหลงผิดของคนเห็นแก่ตัวเพียงฝ่ายเดียว”
เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้เขากั้นเธอไว้ระหว่างกำแพงกับแขนแกร่งทั้งสองข้าง รินรดาแทบหยุดหายใจ ใบหน้าของพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นความเศร้าที่อบอวลอยู่รอบตัวดูเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่ยากจะปฏิเสธ
“ธาม...”
“บอกผมมาครับริน...” เขาโน้มตัวลงมาจนหน้าผากเกือบแตะกัน “บอกมาว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังทรมานกับความเงียบนี้”
รินรดาหลับตาลง เธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่รดรินอยู่บนผิวแก้ม หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอรู้ดีว่าหากตอบตกลงหรือแสดงความอ่อนแอออกไปในตอนนี้ ประตูกั้นหัวใจที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นจะพังทลายลงอย่างถาวร แต่เมื่อลืมตาขึ้นมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขา เธอก็พบว่าตัวเองไม่มีแรงจะต่อต้านอีกต่อไป
“ถ้าฉันบอก... แล้วคุณจะสัญญาได้ไหมว่าจะไม่ทิ้งฉันไปไหนอีก” เสียงของเธอสั่นเครือ “ฉันเหนื่อยเหลือเกินครับธาม... เหนื่อยที่ต้องรักคุณในขณะที่คุณพยายามจะผลักไสฉันอยู่ตลอดเวลา”
ธามนิ่งอึ้งไปกับถ้อยคำนั้น เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับความจริงที่ตรงไปตรงมาขนาดนี้ ความสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่จนเขารู้สึกเหมือนจุกแน่นไปที่ลำคอ เขาโน้มตัวลงไปใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะกับกลีบปากนุ่มของเธออยู่แล้ว
“ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหนอีก” เขากระซิบแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือไม่ต่างกัน “ต่อให้โลกนี้จะพังทลายลง หรือฝนจะกระหน่ำจนมืดมิดแค่ไหน... ผมจะอยู่ที่นี่ กับคุณ”
ขณะที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะบรรจบกัน ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนเปราะบางนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและผิดจังหวะก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของธาม มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเพื่อนบ้าน หรือเสียงสัตว์เลี้ยงธรรมดา แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ธามชะงักกึก เขาไม่ได้ผละออกทันที แต่ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีไปทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากความมืดข้างหลัง “น่าประทับใจจริงๆ ที่เห็นลูกชายผู้เพียบพร้อมของตระกูลวีรยะมาแอบพลอดรักอยู่กับผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่ชาติตระกูลจะคู่ควร”
ธามหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน ดวงตาของเขาฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว ผิดกับรินรดาที่ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นชายสูงวัยในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากเสาหน้าบ้าน—นั่นคือพ่อของธาม ที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ในเวลานี้เด็ดขาด
สายลมแผ่วเบาขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ และหวังว่าหัวใจของทุกท่านจะยังคงเต้นไปพร้อมกับรินรดาในบทถัดไปนะครับ
ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย•ตอนที่ 17
ใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!