หน้าจอสมาร์ทโฟนที่ว่างเปล่าสะท้อนเงาของธามในมุมมืดของห้องนั่งเล่น เป็นเวลาสามวันเต็มที่ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันได้อย่างซื่อสัตย์เกินไป ไม่มีข้อความจากรินรดา ไม่มีเสียงเรียกเข้าที่เขาเคยกดตัดสายทิ้งด้วยความรำคาญในอดีต
เขาเคาะนิ้วกับขอบโต๊ะเป็นจังหวะที่ไร้ทิศทาง เสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เคยดูปกติกลับดังชัดเจนจนน่าหงุดหงิด เขาลุกขึ้นเดินวนไปมารอบห้อง กลิ่นจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิที่รินรดาชอบใช้ยังคงติดอยู่ที่ปกเสื้อแจ็คเก็ตตัวเก่าที่เขายังไม่ยอมนำไปซัก ทั้งที่ความจริงเขาควรจะรู้สึกโล่งใจที่พื้นที่ส่วนตัวถูกคืนกลับมา แต่ทำไม... ยิ่งเงียบ เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไปเหมือนฟันเฟืองในนาฬิกาเรือนใหญ่ที่หลุดหายไปเพียงชิ้นเดียว แต่มันกลับทำให้เข็มวินาทีหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง
“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับความมืด ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ นิ้วโป้งค้างอยู่ที่ชื่อของเธออยู่นานนับนาที
ในขณะเดียวกัน ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ท้ายซอย รินรดากำลังนั่งเหม่อมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วกาแฟเย็นที่ละลายจนเจือจาง เมษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็นอาการนั้นมานานพอสมควร เธอวางหนังสือในมือลงก่อนจะถอนหายใจยาว
“แกยังไม่ได้เปิดอ่านใช่ไหม?” เมษาถามขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมโต๊ะ
รินรดาชะงัก เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท มือที่กำแก้วกาแฟสั่นน้อยๆ “ถ้าเปิด... แล้วมันเป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของเขาอีกครั้งล่ะเมย์? ถ้าสิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่คำขอโทษ แต่เป็นแค่การยืนยันว่าเขาต้องการให้ฉันเป็นเพียงคนคอยรองรับอารมณ์ในยามที่เขาเหงา ฉันกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน”
“บางทีแกก็ปกป้องตัวเองจนลืมไปว่าหัวใจแกมันไม่ได้ทำจากเหล็กนะริน” เมษาเอื้อมมือไปกุมมือเพื่อนไว้ “คนที่ทรมานที่สุดไม่ใช่ธามที่ขาดคนคอยใส่ใจหรอก แต่คือแกที่ต้องแบกความเงียบนี้ไว้คนเดียว”
รินรดาหลับตาลง ภาพของธามในวันที่เขาผลักไสเธอยังคงชัดเจน ความรักที่เธอมีให้เขามันเหมือนการยืนอยู่กลางสายฝนที่หนาวเหน็บ เธอรอคอยให้เขาเดินเข้ามากางร่มให้ แต่เขากลับเลือกที่จะยืนมองจากใต้ชายคาที่แห้งสนิท แล้วถามเธอว่าทำไมถึงไม่ยอมขยับเข้าไปหา
“บางครั้งความเงียบ ก็เป็นคำตอบที่เสียงดังที่สุด” รินรดาลืมตาขึ้น ดวงตาสั่นไหว “ฉันกำลังเรียนรู้ที่จะฟังมัน... ฟังว่าหัวใจตัวเองต้องการอะไรจริงๆ นอกจากเขา”
ค่ำคืนนั้น ธามตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง เขาขับรถมาหยุดที่หน้าบ้านของรินรดา ไฟในห้องนอนของเธอปิดมืด แต่มีแสงสลัวจากห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมาที่นี่ เขาไม่ได้ต้องการจะทะเลาะ หรือไม่ได้ต้องการจะเอาชนะ แค่เพียงความรู้สึกบางอย่างในอกที่มันบีบคั้นจนเขาหายใจไม่ออก
เขาเห็นเงาร่างคนสองคนผ่านม่านหน้าต่าง เป็นเมษาที่กำลังยืนกอดรินรดาไว้แน่น ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังปลอบประโลมกัน ธามกำพวงมาลัยแน่น ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถาโถมเข้ามา—ความหวงแหน และความอิจฉาที่เขาสมควรจะได้รับสิทธิ์นั้น แต่เขากลับเป็นคนโยนมันทิ้งไปกับมือ
เขาตัดสินใจเดินลงจากรถ ตรงไปที่ประตูรั้วทาสีขาวที่เขาเคยเดินผ่านนับร้อยครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับดูสูงและหนาแน่นกว่าปกติ มือของเขายื่นไปแตะที่ออด ก่อนจะหยุดชะงัก
ทันใดนั้น ประตูรั้วก็เปิดออกโดยฝีมือของรินรดาเอง เธอเดินออกมาเพื่อจะทิ้งขยะ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟถนนสลัวๆ เธอถึงกับหยุดกึก
ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม ความเงียบงันที่พวกเขาสร้างร่วมกันมาตลอดสามวันบีบคั้นจนกลายเป็นกำแพงสูงชัน ธามมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เคยอ่อนหวานคู่เดิมนั้น แต่วันนี้มันกลับเปลี่ยนไป... มันมีความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
“ฉันรอเธอติดต่อมา” ธามเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำและสั่นเครืออย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่มองหน้าเขา นิ่งนาน ก่อนจะหันหลังกลับไปที่ประตูรั้วโดยไม่กล่าวคำลา แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะปิดประตู ธามก็คว้าข้อมือเธอไว้ แรงบีบนั้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความอ้อนวอน
“ริน... อย่าทำแบบนี้” เขากระซิบ “อย่าทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน”
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอหันกลับมาเผชิญหน้าเขาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของเธอคลอไปด้วยน้ำตาที่เธอกักเก็บมานาน “ธาม... ความเงียบของฉันไม่ได้มีไว้เพื่อลงโทษคุณ แต่มันมีไว้เพื่อรักษาตัวฉันเอง”
เธอสะบัดข้อมือออกเบาๆ ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่พับไว้อย่างดีออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วยัดใส่มือเขา “นี่คือสิ่งที่ฉันเขียนไว้ในวันที่คุณเลือกที่จะเดินจากไป... แต่มันไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะในจดหมายฉบับนี้มีเรื่องราวที่ฉันยอมรับความจริงไม่ได้ แต่ในตอนนี้... ฉันยอมรับมันได้แล้ว”
ธามมองจดหมายในมือด้วยความงุนงง ในขณะที่รินรดาถอยหลังกลับเข้าบ้าน แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง เสียงของเธอก็ดังขึ้นท่ามกลางความมืด
“เปิดอ่านซะธาม... แล้วคุณจะรู้ว่าเหตุผลที่ฉันเงียบไป ไม่ใช่เพราะฉันเลิกรักคุณ แต่มันเป็นเพราะฉันตัดสินใจทำบางอย่างลงไป... ซึ่งคุณจะไม่มีวันให้อภัยฉันได้อีกเลย”
ประตูรั้วปิดลงพร้อมกับเสียงล็อคที่ดังชัดเจน ทิ้งให้ธามยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพังใต้หยดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา เขาค่อยๆ คลี่จดหมายฉบับนั้นออก นิ้วสั่นระริกขณะอ่านตัวอักษรลายมือบรรจงที่เปียกชื้นด้วยหยาดฝน... และทันใดนั้น เขาก็แทบหยุดหายใจเมื่อเห็นชื่อของคนที่เธอตัดสินใจไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยในย่อหน้าสุดท้าย
ขอบคุณที่เดินทางผ่านตัวอักษรมาด้วยกันครับ
สายลมแผ่วเบา
ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย•ตอนที่ 9
ความเงียบงัน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ฝนโปรยปราย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!