กลิ่นหอมหวลของพริกไทยอ่อนคั่วโขลกเคล้ากระเทียมจีนกลีบโตกำลังลอยฟุ้งกระจายตัดผ่านความเงียบสงบของผืนป่าหลังบ้าน รินรดาตวัดตะหลิวเหล็กกระทบก้นกระทะเหล็กหล่อเสียงดังฉานฉาน ท่ามกลางละอองควันสีขาวจางที่ช่วยขับเน้นให้ใบเนียนนุ่มของต้นกะเพราป่าสีเขียวเข้มยิ่งดูน่ากิน เมื่อเธอเหวาะน้ำปลาชั้นดีลงไปตามขอบกระทะ ความร้อนระดับร้อยองศาก็แผดเผากลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลจนคนตัวโตที่นั่งเหลาไม้ไผ่อยู่ใต้ร่มเงาต้นประดู่ใหญ่ถึงกับต้องชะงักมือ
"ถ้าคุณยังทำหน้าดุใส่ท่อนไม้ในมือแบบนั้น เกรงว่าไม้ซีกนั้นคงกลายเป็นผุยผงก่อนจะได้เอามาทำเป็นคอกไก่แน่ค่ะ"
รินรดายิ้มพราย ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับขณะเอี้ยวตัวหันไปแซובהสามีหนุ่มผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่กำยำ ศิลาไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงแต่เงยหน้าขึ้นจากงานในมือ นัยน์ตาสคมกริบที่เคยใช้มองศัตรูกลับอ่อนแสงลงจนแทบละลายท่ามกลางแดดบ่ายที่สาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ ชายหนุ่มวางมีดเหลาไม้ลงบนตัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับพยัคฆ์หนุ่ม
"พี่ไม่ได้ดุไม้... พี่แค่กำลังคิดว่า กลิ่นกับข้าวฝีมือภรรยาคนเก่งนี่ชักจะรบกวนสมาธิคนทำงานเกินไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำเจือแววแหบพร่าเอ่ยขึ้นชิดริมใบหู พร้อมกับวงแขนแกร่งที่ยื่นอ้อมมาคว้าจับด้ามทัพพีในมือเธอไว้ หลวมๆ รินรดาชะงักไปนิด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะกระโจนออกมานอกอกยามที่แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ แม้จะแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันมาพักใหญ่แล้ว แต่จอมพลหนุ่มผู้เยือกเย็นในอดีตคนนี้มักจะมีมุมร้ายกาจที่ทำให้เธอตั้งรับไม่ทันอยู่เรื่อย
"ถ้าสมาธิกระเจิงนัก ก็ช่วยถอยไปไกลๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวกะเพราหมูสับป่าภูเขานี่จะเค็มเพราะฝืมือคนแถวนี้มาป้วนเปี้ยนซะก่อน" รินรดาแกล้งเอ็ดเสียงเขียว พยายามซ่อนใบหน้าที่เริ่มเห่อร้อนด้วยการตักอาหารสีสันจัดจ้านใส่จานกระเบื้องเคลือบสีนวลอย่างคล่องแคล่ว
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มนั้นสั่นสะเทือนผ่านแผ่นหลังของเธอ ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เขาไม่ยอมถอยตามคำสั่ง กลับฉวยโอกาสใช้นิ้วมือหนาเรียวยาวหยิบใบมะกรูดทอดกรอบที่เธอวางประดับไว้ข้างเตาขึ้นมาเคี้ยวเล่นอย่างอารมณ์ดี "ไม่เห็นจะเค็ม... ออกจะกลมกล่อมกำลังพอดี เหมือนเจ้าของบ้านไม่มีผิด"
รินรดาค้อนให้วงใหญ่หนึ่งทีอย่างหมั่นไส้ แต่ริมฝีปากอิ่มกลับซ่อนรอยยิ้มเอ็นดูไว้ไม่มิด มิติลับในห้วงจิตสำนึกของเธอกำลังสั่นเรอเบาๆ เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและพริกขี้หนูสวนที่เร่งการเติบโตด้วยน้ำทิพย์สวรรค์ส่งกลิ่นหอมกรุ่นทะลุออกมาจางๆ ผสมผสานกับบรรยากาศเรียบง่ายใต้ร่มไม้ใหญ่ ทำให้มื้อเที่ยงกลางป่าแห่งนี้อบอุ่นเสียจนคนเคยผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้พบเจอขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
โต๊ะไม้ไผ่ตัวเตี้ยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบใต้ร่มเงาเย็นฉ่ำ มีแกงจืดตำลึงหมูสับร้อนๆ ควันฉุยที่โรยพริกไทยดำเม็ดโตเพื่อช่วยขับลมในร่างกาย หมูสับปั้นก้อนเนื้อแน่นเด้งที่รินรดาแอบผสมน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นจากมิติลับลงไป เคียงคู่ด้วยผัดกะเพราหมูสับป่ารสจัดจ้านถึงใจ และไข่เจียวฟูหนานุ่มที่ส่งกลิ่นหอมของน้ำปลาแท้เตะจมูก
ศิลานั่งลงฝั่งตรงข้าม มือหนาจัดการตักข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงจากข้าวไร่เม็ดอ้วนกลมส่งให้เธอก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะตักแกงจืดใส่ถ้วยส่งตามมา
"กินเยอะๆ ช่วงนี้ผอมลงไปนิด... หรือเพราะเหนื่อยเรื่องจัดการพวกญาติไร้ยางอายพวกนั้น" ศิลาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคมทอดมองเธอด้วยความห่วงใยระคนเจ็บใจแทน
รินรดาตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "คนพวกนั้นไม่คณามือรินหรอกค่ะ แค่หมากตัวกระจ้อยร่อยที่คิดจะปีนป่ายขึ้นมาเหยียบหัวคนอื่น สุดท้ายก็แค่รอเวลาล้มละลายไปตามกรรมที่ตัวเองสร้างขึ้นเท่านั้นเอง รินแคร์แค่ว่า... แปลงผักหลังบ้านที่เร่งไว้ จะโตทันส่งให้พ่อค้าคนกลางในตลาดมืดพรุ่งนี้เช้าหรือเปล่าต่างหาก"
ศิลาอมยิ้มบางๆ กับความมุ่งมั่นของภรรยา เขาชอบเหลือเกินเวลาที่เห็นดวงตาคู่นั้นเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์และมั่นใจในตัวเอง รินรดาร่างนี้ไม่ใช่สะใภ้บ้านไร่หัวอ่อนที่ยอมให้ใครรังแกอีกต่อไป เธอคือเชฟอัจฉริยะผู้กุมความลับระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไว้ในกำมือ
"เรื่องแปลงผัก ไม่ต้องห่วง... พี่จัดการตีรั้วและลงกลไกป้องกันไว้หมดแล้ว ใครหน้าไหนกล้าเข้ามาเหยียบสุ่มสี่สุ่มห้า คงได้เจอดีแน่" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาดุดันวับวามขึ้นมาวูบหนึ่งจนน่ากลัว
บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่มีเสียงลมพัดใบไม้ไผ่เสียดสีกันเป็นระยะ เคมีที่ฟุ้งกระจายระหว่างคนทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากคำหวานเลี่ยน แต่เกิดจากความเข้าใจ สายตาที่สอดประสาน และความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากหัวใจที่พึ่งพาอาศัยกันในดินแดนห่างไกลความเจริญแห่งนี้ รินรดาตักไข่เจียวชิ้นโตใส่จานให้เขาเป็นการตอบแทน ศิลารับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างที่นานๆ ครั้งจะปรากฏบนใบหน้าคมคายนั้น
ทว่า ความสงบสุขใต้ร่มไม้ใหญ่กลับต้องสะดุดลง เมื่อจู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังแหวกพุ่มไม้รกทึบมาจากทางแนวเขตชายป่าด้านทิศตะวันออก ตามด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็นของป้าสะใภ้จอมโลภผู้เคยมาอาละวาดเมื่อหลายวันก่อน
"นังตัวดี! ออกมานะยะ! แกคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่หลังป่าแล้วจะหนีพ้นความผิดที่ไปโกงที่ดินของตระกูลเราเรอะ!"
เสียงตบเท้าและเสียงตะโกนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ศิลาขมวดคิ้วมุ่น วางช้อนในมือลงทันที ร่างสูงใหญ่เตรียมจะลุกขึ้นไปจัดการกับพวกเศษสยะที่บังaحาญมารบกวนเวลามื้อเที่ยงของภรรยา แต่รินรดากลับเอื้อมมือเรียวไปแตะแขนเขาไว้เบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"ใจเย็นก่อนค่ะพี่ศิลา... ดูเหมือนว่าพวกเขานอกจากจะพาคนมาหาเรื่องแล้ว ยังพาสมบัติชิ้นใหญ่มาส่งให้เราถึงที่ด้วยนะคะ"
ศิลาชะงัก หันไปมองภรรยาที่เวลานี้ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอกสาวเจ้าแผนการ ก่อนที่สายตาของเขาจะมองข้ามไหล่บางไปเห็นเงาร่างของใครบางคนที่ถูกมัดมือไผล่หลังเดินตามหลังป้าสะใภ้มาด้วยความสะทกสะทะทอน และบุคคลผู้นั้น... คือคนที่ตระกูลใหญ่กำลังตามหาตัวพลิกแผ่นดิน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "กระท่อมไผ่ริมธาร" เสมอมานะคะ
กับดักหัวใจในกระท่อมไม้หอมกับจอมพลหนุ่มผู้หวงสวน•ตอนที่ 11
อาหารมื้อเที่ยงใต้ร่มไม้ใหญ่
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจในกระท่อมไม้หอมกับจอมพลหนุ่มผู้หวงสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!