กลิ่นคาวสนิมเหล็กผสมกับความชื้นของดินโคลนในอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ ทำเอาธาดาเกือบสำลัก เขาชะงักฝีเท้ากะทันหันจนรินรดาที่เดินตามหลังมาเกือบชนเข้าที่แผ่นหลัง
“หยุดทำไม?” รินรดากระซิบ เสียงของเธอต่ำและระวังตัว มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามมีดพกที่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ
“อย่าขยับ” ธาดาตอบสั้นๆ ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยแยกบนผนังหินทรายเบื้องหน้า มันไม่ใช่รอยแตกตามธรรมชาติ แต่มันคือ ‘ร่องรอยการกรีด’ ที่สะอาดหมดจดราวกับถูกใบมีดเลเซอร์ผ่าลากผ่าน “ถ้าจำไม่ผิด รอยขีดข่วนพวกนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนที่เราเดินผ่านเมื่อสองชั่วโมงก่อน”
รินรดาขมวดคิ้วแน่น เธอขยับเข้าไปใกล้แสงไฟฉายจากมือของธาดา ทันทีที่ลำแสงตกกระทบ เธอก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ รอยขีดข่วนนั้นมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์คดเคี้ยวที่ไม่ใช่ภาษาโบราณที่ธาดาเคยถอดรหัสได้ แต่มันกลับ ‘ขยับ’ ได้ภายใต้แสงไฟที่ไหววับ
“นั่นไม่ใช่ภาพวาด” เธอพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ “มันคือรอยเท้า... ของอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คน”
ธาดาหันกลับมามองเธอ แววตาของเขาซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีสุขุม “ริน เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน พันเอกวิชัยไม่ได้ตามเรามาด้วยรถถัง แต่เขาส่ง ‘สิ่งที่ควบคุมไม่ได้’ เข้ามาแทน”
ความเงียบเข้าปกคลุมอุโมงค์อีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบแอ่งน้ำข้างล่างเป็นจังหวะเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ธาดานึกถึงภาพนิมิตที่ตามหลอกหลอนเขาตั้งแต่ตอนที่แล้ว ดวงตาที่ไร้แววตาของสิ่งนั้น... ดวงตาที่เคยเป็นคนรักของเขา แต่วันนี้มันกลับดูเหมือนดวงตาของสัตว์ร้ายที่กระหายการขุดรากถอนโคนอารยธรรมที่ถูกฝังไว้
“ถ้าเขามาถึงที่นี่ก่อนเรา...” รินรดาเริ่มคำนวณระยะทาง “แปลว่าเขารู้รหัสปลดล็อกกลไกทางเข้าห้องโถงกลางแล้ว ดร.ธาดา คุณบอกว่าประตูนั้นเปิดได้ด้วยเสียง แต่ถ้าคนพวกนั้นใช้วิธีการทำลายล้างแบบวิชัย...”
“มันจะถล่มลงมาทับทั้งหุบเขา” ธาดาต่อประโยคให้จบ ความรู้สึกผิดกัดกินใจเขาทันที หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม เหมือนกับตอนที่คนรักของเขาต้องจบชีวิตลงเพียงเพราะความโลภของใครบางคน เขาสัญญาว่าครั้งนี้เขาจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นอีก
“ริน ดูนั่น” ธาดาชี้ไปที่พื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น
มีรอยรองเท้าบูททหารที่เปื้อนโคลนสีแดงเข้ม รอยนั้นลากยาวไปจนถึงมุมมืดของอุโมงค์ แต่สิ่งที่น่าขนลุกคือ รอยรองเท้าเหล่านั้นจู่ๆ ก็หายไป กลายเป็นรอยเท้าเปล่าเปลือยที่มีลักษณะเรียวยาวและนิ้วเท้าที่งอกเงยผิดรูปผิดร่าง มันไม่ได้เดินจากไปไหน แต่มันหยุดอยู่ที่นี่... ตรงที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่
“เขาไม่ได้มาคนเดียว และเขาก็ไม่ได้ตามหลังเรา” รินรดาหน้าซีดเผือด “เขาดักหน้าเราอยู่”
ทั้งสองขยับตัวเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ธาดายกไฟฉายขึ้นกวาดไปทั่วห้องโถงที่เพิ่งก้าวเข้ามา มันคือโถงพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยเสาหินสลักรูปงูยักษ์ที่กำลังกลืนกินดวงอาทิตย์ บรรยากาศในนี้เย็นยะเยือกจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว
“ท่านศาสตราจารย์...” เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังมาจากความมืดเบื้องบน มันไม่ใช่เสียงของพันเอกวิชัย แต่มันเป็นเสียงที่เหมือนถูกบดขยี้ด้วยเศษหิน “การตามหาความจริงที่ถูกฝังไว้... มักจะจบลงด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของมันเสมอ”
ธาดาหันไปตามเสียง หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดเสาหิน ร่างนั้นสวมชุดเกราะทหารที่ชำรุดครึ่งหนึ่ง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้า... มันถูกปิดทับด้วยหน้ากากโลหะโบราณที่ดูเหมือนจะถูกเชื่อมติดเข้ากับผิวหนังจริงๆ
“นั่นไม่ใช่ทหารของวิชัย” ธาดากระซิบ สั่งการด้วยสายตาให้รินรดาเตรียมตัว “นั่นคือ ‘ผู้พิทักษ์’ ที่ตำนานกล่าวขานว่าถูกสาปให้เฝ้าสมบัติจนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะแห้ง”
ร่างบนเสาหินก้าวกระโดดลงมาอย่างเงียบเชียบทว่าหนักแน่นราวกับพายุเข้ากระแทกพื้น ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ธาดาคว้าตัวรินรดาถอยหลังไปชิดกำแพง ทันใดนั้น แสงไฟฉายของธาดาก็ดับวูบลงพร้อมกันกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหาพวกเขาอย่างเชื่องช้า
วินาทีที่ความมืดครอบงำ ธาดารู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่วางลงบนไหล่ของเขา มันไม่ใช่สัมผัสของมนุษย์ แต่มันคือสัมผัสของโลหะที่สั่นสะเทือนด้วยอำนาจบางอย่าง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นข้างหูของเขา... เสียงของคนรักที่ควรจะตายไปนานแล้ว
"ธาดา... ช่วยฉัน... ออกไปจากหน้ากากนี้ที"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมออกเดินทางสำรวจความลับแห่งอดีตไปพร้อมกับผมครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 4
เงาตามตัว
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!