กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากศพยังคงติดตรึงอยู่ในโพรงจมูกของธาดา ราวกับมันฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังของเขา ทว่าในเวลานี้ สิ่งที่แย่งชิงลมหายใจของเขาไปไม่ใช่ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต หากแต่เป็นหน้าผาหินแกรนิตสีดำสนิทตรงหน้า ที่สูงชันเสียดฟ้าจนยอดผาถูกกลืนหายไปในกลุ่มหมอกทึบ
"ธาดา... ช่วยฉัน... ออกไปจากหน้ากากนี้ที"
เสียงกระซิบที่หลอนประสาทนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าเหตุการณ์ในเต็นท์พักแรมเมื่อคืนจะผ่านพ้นมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม รินรดาหันมามองเขา ดวงตาคู่คมฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวของเธอวางลงบนบ่าของเขาเบาๆ
"คุณไหวไหม ธาดา? ตั้งแต่เมื่อคืน... คุณดูแปลกไป" เสียงของรินรดาแผ่วเบา เจือความห่วงใยที่เขาไม่คู่ควรจะได้รับ
"ผมไม่เป็นไร" ธาดาตอบสั้นๆ หลบสายตา เธอขยับแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าเล็กน้อยจากไอความเย็นของหุบเขา พยายามดึงสติกลับมาสู่ภาระตรงหน้า "เราต้องรีบตรวจสอบสัญลักษณ์บนหน้าผานี่ ก่อนที่วิชัยและคนของมันจะตามกลิ่นเรามาทัน"
หน้าผาหินแกรนิตเบื้องหน้าไม่ได้เรียบเนียนตามธรรมชาติ แต่มันถูกสกัดและแกะสลักด้วยฝีมือมนุษย์โบราณ พื้นผิวหินนับพันตารางเมตรถูกปกคลุมด้วยลวดลายเรขาคณิตที่ซับซ้อนและน่าขนลุก รินรดาหยิบไฟฉายแรงสูงส่องกราดไปตามร่องหินเหล่านั้น แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นภาพสลักนูนต่ำรูปดวงตาขนาดยักษ์นับร้อยดวง ดวงตาทุกคู่ต่างเบิกกว้างราวกับกำลังจ้องมองทะลุร่างของพวกเขาไปยังความมืดมิดเบื้องหลัง
"ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมโบราณทั่วไป..." รินรดาพึมพำ พลางใช้นิ้วมือสวมถุงมือยางสัมผัสร่องรอยการแกะสลัก "ความลึกของการสกัด ความสมมาตรของเส้นผ่านศูนย์กลาง... นี่มันไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ยุคหิน หรือแม้แต่มนุษย์ยุคสำริด วิศวกรรมการตัดหินแบบนี้ แม่นยำระดับเดียวกับเลเซอร์สมัยใหม่"
"แต่พวกเขามีชีวิตอยู่เมื่อสี่พันปีก่อน" ธาดาก้าวเข้าไปใกล้หน้าผามากขึ้น กลิ่นอายของความตายและความลับอันดำมืดโชยแตะจมูก "ภาษาภาพที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ตัวอักษรลิ่มหรือไฮโรกลิฟิก แต่มันคือ... โครงสร้างพันธุศาสตร์"
รินรดาชะงัก หันขวับมามอง "คุณหมายความว่ายังไง?"
ธาดายกมือขึ้นชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์ตรงกลางหน้าผา ซึ่งมีลักษณะเป็นเกลียวคู่คล้ายดีเอ็นเอ แต่ถูกบิดเบือนด้วยสัญลักษณ์รูปหน้ากากโลหะ—หน้ากากชิ้นเดียวกับที่หลอนเขาเมื่อคืน
"ดูนี่สิริน" ธาดากล่าวเสียงเครียด "เส้นเหล่านี้ไม่ได้บันทึกประวัติศาสตร์ แต่มันคือคำเตือน... หรือบางที มันอาจจะเป็นคู่มือการใช้งานบางอย่างที่เราไม่ควรไปแตะต้องมันเลย"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมเสียงสนทนาก็ลอยมาตามสายลมหนาวจากเบื้องล่าง พันเอกวิชัยในชุดสนามเต็มยศ พร้อมด้วยทหารรับจ้างติดอาวุธครบมืออีกหกนาย ก้าวพ้นแนวต้นไม้รกทึบเข้ามาในลานหิน รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนมุมปากของนายทหารผู้กระหายอำนาจ ดวงตาคมกริบกวาดมองหน้าผาหินสลักด้วยความตื่นตะลึงและกระหายใคร่รู้
"ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียจริง..." วิชัยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหี้ยมเกรียมไว้เต็มเปี่ยม "ผมต้องขอบคุณ ดร.ธาดา จริงๆ ที่ช่วยนำทางพวกเรามาจนถึง 'ประตู' บานนี้โดยไม่ต้องเสียเวลาคลำทาง"
รินรดาขยับตัวไปขวางหน้าธาดาโดยสัญชาตญาณ มือซ้ายแอบควักประแจหกเหลี่ยมเหล็กกล้าออกจากกระเป๋าคาดเอวอย่างเงียบเชียบ "แกไม่มีทางเปิดมันได้หรอกวิชัย กลไกพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มนุษย์ครอบครอง"
วิชัยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่ารังเกียจในหุบเขาที่เงียบงัด เขายกปืนไรเฟิลจู่โจมขึ้นเล็งตรงมาที่รินรดาโดยไม่ลังเล "คุณผู้หญิง... วิศวกรเก่งๆ อย่างคุณ มีค่าก็ต่อเมื่อยังมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานให้ผม แต่ถ้าพูดมากเกินไป กระสุนนัดเดียวก็เปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นศพไร้ค่าได้เหมือนกัน"
ธาดาก้าวออกมาข้างหน้า ดึงตัวรินรดาให้หลบไปด้านหลัง สายตาของเขาจ้องมองวิชัยอย่างไม่เกรงกลัว ความรู้สึกผิดจากอดีตถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดขึ้นในอก "แกต้องการอะไรกันแน่วิชัย? อำนาจ? เงินทอง? สิ่งที่อยู่หลังหน้าผานี้มันไม่ใช่ขุมสมบัติ แต่มันคือหายนะ!"
"หายนะสำหรับแก อาจเป็นความยิ่งใหญ่สำหรับฉัน" วิชัยก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ปลายกระบอกปืนห่างจากอกธาดาเพียงไม่กี่ฟุต "เปิดประตูซะ ธาดา... หรือจะให้ฉันเริ่มเชือดคนที่แกแคร์ทีละคน จนกว่าแกจะยอมจำนน?"
บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวผ่านร่องหินสลักรูปดวงตา ธาดากำหมัดแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่องหินลึกรูปหน้ากากที่มือของวิชัยกำลังก้าวเข้าไปเหยียบพอดี—มันคือกลไกกดทับที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นหินแกรนิต
และก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการ ธาดาก็พุ่งตัวเข้ากระโชกใส่วิชัยเต็มแรงเพื่อให้พ้นจากรัศมีของกับดัก พร้อมกับที่น้ำหนักของทหารรับจ้างอีกคนก้าวพลาดลงบนแผ่นศิลาข้างเคียง เสียงกลไกเฟืองโลหะขนาดยักษ์บดเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสูรกายใต้พิภพ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าทรุดฮวบลงอย่างฉับพลัน ร่างของพวกเขาทั้งหมดร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างที่ไร้ก้นบึง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในพริบตา... และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 5
จุดหมายแรก: ด่านผาหิน
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!