ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 34

เสียงแห่งอดีต

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลิ่นอานิสงส์ของสนิมเหล็กและฝุ่นผงโบราณนับพันปีคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุด ไม่ใช่กลิ่นอับของกาลเวลา หากเป็นเงาร่างที่เพิ่งก้าวพ้นจากม่านแสงสีครามสลัวของห้องโถงใต้ดิน "ศาสตราจารย์... ดูเหมือนว่าความตายของผม จะสร้างความผิดหวังให้กับคุณค่อนข้างมากนะครับ" น้ำเสียงนั้น... เสียงทุ้มต่ำที่เคยถกเถียงกันถึงโครงสร้างไวยากรณ์อารยธรรมลุ่มน้ำโบราณจนถึงรุ่งสาง เสียงที่ผมฝังกลบไว้พร้อมกับความรู้สึกผิดบาปในใจตลอดสามปีเต็ม "ดร.ปกรณ์..." ผมเปล่งชื่อนั้นออกมาได้เพียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำให้ภาพตรงหน้าสลายกลายเป็นควัน ดร.ปกรณ์ ก้าวออกมาจากความมืด แสงสีครามจากแท่นศิลาเบื้องหลังสะท้อนโครงหน้าผอมตอบ รอยแผลเป็นลึกจากอุบัติเหตุถล่มในครั้งนั้นลากยาวจากขมับซ้ายลงมาถึงคาง เพิ่มความน่ากลัวให้กับใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มของนักวิชาการหนุ่มผู้ปราดเปรื่อง เขายังมีชีวิตอยู่... แต่ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายแห่งความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ รินรดาขยับตัวเข้ามาประชิดไหล่ผมโดยสัญชาตญาณ มือเรียวของเธอเอื้อมแตะด้ามมีดอเนกประสงค์ที่ข้างเอวอย่างเงียบเชียบ สายตากวาดประเมินสถานการณ์ด้วยความรวดเร็วและเฉียบคมแบบมืออาชีพ "ระวังตัวด้วยครับอาจารย์ คนผู้นี้ไม่ได้มาในฐานะสหายเก่าแน่" น้ำเสียงของรินรดากระซิบลอดไรฟัน ตึงเครียดแต่หนักแน่น ปกรณ์แย้มยิ้ม มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นสูงอย่างเย้ยหยัน สายตาของเขาไม่ได้มองผม แต่กวาดมองไปรอบห้องโถงใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลไกจักรกลศิลาที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้น "สหายเก่าหรือครับ รินรดา?" ปกรณ์หัวנסในลำคอ เสียงนั้นก้องกังวานสะท้อนไปตามผนังหิน "ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกคุณต่างหากที่วิ่งตามเงาของผม ปริศนาที่พวกคุณพยายามไข หุบเขาเงาธรณีแห่งนี้... ผมเป็นคนเปิดประตูมันตั้งแต่แรกแล้ว" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหึ่งต่ำๆ ของพลังงานปริศนาที่หมุนวนอยู่ใจกลางห้องโถง "คุณหมายความว่าอย่างไร ปกรณ์?" ผมรวบรวมสติ กดความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาให้อยู่หมัด หน้าที่ของนักโบราณคดีต้องเหนือกว่าอารมณ์ส่วนตัว "การหายตัวไปของคุณ การทำลายหลักฐานทั้งหมด... คุณร่วมมือกับพันเอกวิชัยตั้งแต่แรกงั้นหรือ?" ปกรณ์หัวเราะออกมาดังขึ้น คราวนี้รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนเป็นความขมขื่นชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "พันเอกวิชัยเป็นเพียงเครื่องมือ... เช่นเดียวกับที่ผมเคยเป็นเครื่องมือของมหาวิทยาลัยและทุนวิจัยสกปรกพวกนั้น" ปกรณ์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว แสงสีครามอาบไล้ร่างของเขาจนดูราวกับภูตผีจากอดีต "คุณไม่เคยเข้าใจเลยครับธาดา อารยธรรมนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราศึกษาและเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ 'ตัดสิน' มนุษยชาติ" สิ้นคำพูดของปกรณ์ พื้นเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเบาๆ แท่นศิลาตรงกลางห้องโถงเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้น ละอองแสงสีทองคำขาวลอยฟุ้งขึ้นจากพื้นผิวหิน ก่อนจะพวยพุ่งขึ้นประสานกันกลางอากาศ กลายเป็นภาพจำลองโฮโลแกรมสามมิติขนาดมหึมาที่กินพื้นที่เกือบครึ่งห้องโถง ภาพนั้นไม่ใช่แผนดวงดาวหรือแผนที่ภูมิศาสตร์ แต่มันคือภาพเคลื่อนไหวของมนุษยชาติในยุคโบราณที่กำลังล่มสลาย เมืองทั้งเมืองถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงและแผ่นดินไหว เสียงคำรามก้องของธรรมชาติและเสียงกรีดร้องผสมผสานกันจนน่าสะพรึงกลัว แม้จะเป็นเพียงภาพจำลองจากเทคโนโลยีโบราณที่ก้าวล้ำเกินยุคสมัย แต่ความคมชัดและแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์กลับทำให้เรารู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหายนะจริงๆ "นี่คือ..." รินรดาเบิกตากว้าง ลืมตัวเผลออุทานออกมาด้วยความทึ่ง "โฮโลแกรมบันทึกประวัติศาสตร์" ปกรณ์กล่าวต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความศรัทธาอันบ้าคลั่ง "เทคโนโลยีที่บันทึกความทรงจำของอารยธรรมก่อนหน้า ไม่ใช่ด้วยตัวหนังสือ แต่ด้วย 'จิตสำนึก' และพวกคุณรู้ไหมว่าทำไมมันถึงเพิ่งทำงานตอนนี้..." ปกรณ์หันมามองผม ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในความรู้สึก "...เพราะมันกำลังรอคอยผู้สืบทอดที่เหมาะสม และในขณะเดียวกัน ก็กำลังนับถอยหลังสู่การกวาดล้างครั้งใหม่" ทันใดนั้น ภาพโฮโลแกรมเบื้องหน้าก็เกิดการบิดเบี้ยว ตัวเลขโบราณนับถอยหลังปรากฏขึ้นเป็นสัญลักษณ์เรขาคณิตที่ผมคุ้นเคยดีจากบันทึกโบราณ—มันคือตัวเลขชุดเดียวกับที่สลักอยู่บนหลุมศพของทีมสำรวจชุดแรก และมันเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่กลไกบางอย่างจะถูกปลดปล่อย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวตามกันมาติดๆ จากอุโมงค์ด้านหลัง แสงไฟฉายสาดส่องตัดความมืด พร้อมกับเสียงขึ้นลำกล้องปืนไรเฟิลที่คุ้นหู "ดูเหมือนพวกเราจะมาทันเวลาพอดีสินะครับ ศาสตราจารย์" เสียงทุ้มทรงอำนาจของพันเอกวิชัยดังขึ้น ทหารรับจ้างในชุดรบเต็มรูปแบบกรูเข้ามาปิดล้อมทางออกทุกด้าน ปืนทุกกระบอกเล็งตรงมาที่เรา ทว่าวิชัยกลับไม่ได้สนใจพวกเรา สายตาของเขาจดจ้องอยู่กับภาพโฮโลแกรมสามมิติเบื้องหน้าด้วยความโลภและตื่นตะลึง วิชัยก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างปกรณ์ รอยยิ้มของผู้ชนะประดับอยู่บนใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น "ขอบคุณที่นำทางมาถึงจุดนี้ ดร.ปกรณ์ และขอบคุณคุณด้วยครับศาสตราจารย์ธาดา ที่ช่วยไขปริศนาตัวสุดท้ายให้สมบูรณ์" วิชัยหันมามองผมด้วยแววตาสสมเพชแกมยกย่อง "ตอนนี้ อาวุธที่สามารถควบคุมเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ได้อยู่ในมือผมแล้ว" ผมหันไปสบตากับรินรดาโดยไม่ต้องนัดหมาย ในสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุดนี้ ไม่มีที่ว่างให้ความกลัวหรือความลังเลอีกต่อไป รินรดาส่งสัญญาณมือลับที่พวกเราเคยซ้อมกันยามเผชิญหน้ากับอันตราย แต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ปกรณ์กลับยกมือขึ้นห้ามพันเอกวิชัย รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตสหายเก่า "คุณเข้าใจผิดแล้วครับพันเอก... ไม่มีใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ได้ทั้งนั้น" ปกรณ์กล่าวเสียงเบา แต่ก้องกังวานในความเงียบ "เพราะกุญแจสำคัญที่จะเปิดห้องนิรภัยชั้นสุดท้าย ไม่ใช่อาวุธ... แต่คือชีวิตของคนที่มีสายเลือดเดียวกับผู้สร้าง" ปกรณ์หันขวับมามองผม แววตาคมกริบราวกับใบมีด "และคนคนนั้น... ก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ธาดา" ร่างของปกรณ์พุ่งเข้าใส่ผมด้วยความเร็วที่ไม่อาจคาดคิด พร้อมๆ กับที่หน้าจอโฮโลแกรมตรงกลางห้องเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั่วหุบเขาเงาธรณี และก่อนที่ผมจะทันได้หลบหลีก แผ่นพื้นศิลาใต้เท้าพวกเราก็ยุบตัวลงอย่างไร้สุ้มเสียง ดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในพริบตา! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจปริศนานี้ไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%