“วางอาวุธนั่นลงเสีย ดร.ธาดา... หรือผมควรจะเรียกมันว่า ‘กระจกเงาแห่งโชคชะตา’ ดี?”
เสียงที่แหบพร่าทว่ากังวานราวกับแผ่นโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากร่างที่ก้าวพ้นเงามืด ร่างนั้นมีใบหน้าเดียวกับผม ทุกตารางนิ้วบนผิวหนัง รอยแผลเป็นเล็กๆ ที่หางคิ้วจากการขุดค้นที่เมโสโปเตเมียเมื่อห้าปีก่อน หรือแม้แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการไล่ตามความจริง—มันคือตัวผมในอนาคตที่ดูเหมือนจะแตกสลายไปแล้ว
ผมกระชับปืนพกในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความเย็นเฉียบของโลหะไม่ได้ทำให้หัวใจผมสงบลงแม้แต่น้อย รินรดาขยับมาอยู่ด้านหลังผม ความร้อนจากร่างกายเธอที่ส่งผ่านเสื้อแจ็กเก็ตสนามเตือนให้ผมรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ลำพังในนรกขุมนี้
“คุณไม่ใช่ผม” ผมเค้นเสียงผ่านไรฟัน สายตาจดจ้องไปยังอาวุธในมือร่างนั้น มันไม่ใช่ปืน แต่มันคือผลึกเรืองแสงรูปทรงเรขาคณิตที่สั่นไหวอยู่ตลอดเวลาเหมือนลมหายใจของสิ่งมีชีวิต “คุณคือภาพหลอนที่กลไกโบราณพวกนี้สร้างขึ้น เพื่อบิดเบือนสติสัมปชัญญะของพวกเรา”
“กลไกงั้นหรือ?” ร่างนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด “คุณยังมองว่าที่นี่คือโบราณสถานของมนุษย์อยู่สินะ อาจารย์ธาดา... คุณมันก็แค่คนตาบอดที่กำลังเดินวนอยู่ในกรงขังที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อนับล้านปีก่อน”
พันเอกวิชัยที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลลดปืนลงชั่วขณะ ความกระหายอำนาจในแววตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่น เขาก้าวเท้าถอยหลังเมื่อเห็นร่างที่เหมือนผมยกมือขึ้น ผลึกในมือนั้นฉายแสงวาบ เปลี่ยนผนังหินที่เคยว่างเปล่าให้กลายเป็นท้องฟ้าสีครามที่ไร้ดวงอาทิตย์ แต่มันกลับเต็มไปด้วยยานพาหนะรูปทรงพิกเซลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือระดับที่มนุษย์จะจินตนาการได้
ภาพเหล่านั้นไม่ได้เป็นอดีต แต่มันคือบันทึก
“พวกเขาสร้างมหานครแห่งนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่ออยู่อาศัย แต่เพื่อ ‘ซ่อนตัว’” ร่างนั้นกล่าวต่อ พร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น “บรรพบุรุษที่บันทึกประวัติศาสตร์ยกย่องว่าเป็นผู้สร้างอารยธรรม พวกเขาไม่ใช่คนจากโลกนี้ พวกเขาคือผู้ลี้ภัยที่หนีจากดวงดาวที่ล่มสลายมายังผืนดินที่ยังบริสุทธิ์... แต่ความหิวกระหายและสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ทำให้พวกเขาเปลี่ยนมนุษย์ที่ไร้เดียงสาให้กลายเป็นเครื่องมือ เป็นแรงงาน และสุดท้าย... เป็นอาหารสำรอง”
รินรดาตัวสั่นเทา เธอหยิบอุปกรณ์สแกนความถี่ขึ้นมาดู ค่าพลังงานบนหน้าจอพุ่งสูงจนน่ากลัว “ดร.ธาดา... ฟังเขานะคะ ค่าพลังงานที่เขาส่งออกมา มันไม่ได้มาจากเครื่องจักร แต่มันมาจากกระแสประสาท... ร่างนี้มีชีวิตจริงๆ และเขากำลังเชื่อมต่อกับระบบประสาทของชั้นหินทั้งหมด!”
“ริน... อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น” ผมเตือนเธอ แต่ลึกๆ ในใจผมเริ่มสั่นคลอน เมื่อร่างนั้นก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันเครื่องและดินเก่าๆ กลิ่นเดียวกับที่ผมใช้ในห้องทำงานที่มหาวิทยาลัยไม่ผิดเพี้ยน
“คุณอยากรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงฝันถึงความตายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” ร่างนั้นโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเราห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว “เพราะคุณไม่ได้เป็นแค่ผู้ขุดค้น แต่คุณคือ ‘กุญแจ’ ที่ถูกโปรแกรมไว้ให้กลับมาปลดล็อกที่นี่ เพื่อส่งสัญญาณเรียกพวกเขากลับมาอีกครั้ง... และเมื่อผมกดปุ่มนี้ อารยธรรมที่พวกคุณภาคภูมิใจจะสิ้นสุดลง เพื่อเริ่มต้นยุคสมัยของ ‘เจ้านายที่แท้จริง’ ของโลกใบนี้”
“ผมไม่มีวันให้คุณทำ!” ผมตะโกนลั่น พุ่งตัวเข้าใส่ร่างนั้นทันที แต่ร่างนั้นกลับสลายตัวเป็นละอองแสงสีฟ้า ก่อนจะไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังรินรดาในชั่วพริบตา
“ริน! หลบไป!” ผมหมุนตัวกลับ แต่ทว่าสิ่งที่เห็นกลับทำให้ผมต้องหยุดชะงัก รินรดาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เธอกลับยืนนิ่ง สายตาของเธอทอดมองร่างที่จำลองเป็นผมด้วยความโหยหา... สายตาที่ไม่ใช่สายตาของเพื่อนร่วมงาน แต่มันคือสายตาของคนที่เฝ้ารอการมาถึงของใครบางคนมาตลอดชีวิต
“เขาพูดถูกแล้วค่ะ ดร.ธาดา” รินรดาหันมาหาผม รอยยิ้มของเธอดูบิดเบี้ยวและเยือกเย็น “พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อขุดค้นความจริง... พวกเรามาที่นี่เพื่อ ‘ส่งมอบ’ โลกใบนี้คืนให้กับเจ้าของที่แท้จริง”
ทันใดนั้น พันเอกวิชัยก็ลั่นไกปืนใส่ร่างจำลองนั้น แต่กระสุนกลับทะลุผ่านอากาศไปกระแทกเข้ากับผนังหินด้านหลังแทน เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาเงาธรณี ผนังหินที่ควรจะเป็นหินแกรนิตแข็งแกร่งกลับค่อยๆ ลอกออก เผยให้เห็น ‘เนื้อเยื่อ’ สีม่วงเข้มที่เต้นตุบๆ ราวกับหัวใจขนาดมหึมาที่ฝังตัวอยู่ใต้โลก
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วทั้งโครงสร้าง มันไม่ใช่เสียงไซเรน แต่มันคือเสียงร้องโหยหวนของดวงดาวที่ตายไปแล้ว และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าผมก็ยุบตัวลงเผยให้เห็นห้วงเหวสีดำสนิทที่ดึงดูดทุกสรรพสิ่งให้ตกลงไป
รินรดาเดินไปที่ขอบเหวและหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำลายความเชื่อทั้งหมดที่ผมเคยมีมาตลอดชีวิต
“ดูให้ดีเถิดศาตราจารย์... นั่นไม่ใช่หุบเขาที่สาบสูญ แต่มันคือ ‘รัง’ ของพวกมันที่กำลังฟักตัวอยู่ใต้เท้าของคุณมาโดยตลอด”
ร่างของเธอทิ้งตัวดิ่งลงสู่ความมืดมิดทิ้งให้ผมยืนตะลึงงันอยู่เบื้องหน้าหัวใจแห่งมหานครที่เริ่มปริแตกออก และจากรอยร้าวนั้น... ดวงตานับหมื่นคู่ที่เรืองแสงในความมืดก็กำลังลืมตาตื่นขึ้นมองตรงมาที่ผม!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับไปกับบันทึกนักโบราณคดีนะครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 35
ความจริงเกี่ยวกับอารยธรรม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!