"หากเจ้ากล้าก้าวล้ำเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว นิ้วของนางจะขาดสะบั้นดั่งกิ่งไม้แห้ง... ศ.ดร. ธาดา"
เสียงเย็นเยียบของพันเอกวิชัยดังก้องผ่านผนังหินที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะในคุกใต้ดินแห่งความลืมเลือน ผมหยุดชะงักทันที ฝ่าเท้าที่สวมรองเท้าบูทสำหรับเดินป่าจมลงบนพื้นหินทรายที่เต็มไปด้วยคราบตะไคร่ ลมหายใจของผมติดขัดอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อเห็นเงาร่างของรินรดาถูกตรึงไว้กับแท่นหินด้วยโซ่ตรวนโบราณที่สลักลวดลายงูเหลือมขดตัวรอบข้อมือของเธอ
"ปล่อยเธอซะ วิชัย" ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็น แม้ในใจจะร้อนรุ่มดั่งไฟสุม "นายต้องการรหัสเปิดกลไกของวิหารชั้นใน ไม่ใช่เลือดของเธอ... นายฉลาดพอที่จะรู้ว่าถ้าเธอตาย ความลับที่นายไขว่คว้าจะกลายเป็นเพียงเศษหินไร้ค่า"
รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นบัดนี้ดูเหนื่อยล้า แต่เธอก็ฝืนยิ้มให้ผม แผลเป็นจางๆ บนแก้มของเธอเกิดจากเศษหินที่ร่วงหล่นตอนถูกลากเข้ามาขังที่นี่ ผมกำด้ามมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น ความรู้สึกผิดที่เคยกัดกินหัวใจในอดีตกำลังตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง มันคือความผิดพลาดเดิมที่ผมไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นซ้ำสอง
"ความรู้มักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ธาดา" วิชัยเดินออกมาจากเงามืด แสงจากคบไฟวูบวาบสะท้อนบนใบหน้าดุดันของเขา "ข้าศึกที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ทหารรับจ้างของฉัน แต่มันคือเวลา... นายมีเวลาไม่ถึงสิบนาที ก่อนที่กลไกมรณะในห้องนี้จะปิดตายชั่วนิรันดร์ หากนายเลือกช่วยเธอ นายจะไม่ได้อาวุธ แต่ถ้าเลือกอาวุธ... เธอก็จะกลายเป็นศพที่สวยงามที่สุดในสุสานแห่งนี้"
ผมไม่ได้โต้ตอบ แต่สายตาของผมสอดส่ายไปรอบห้องคุกใต้ดิน ผนังหินทุกด้านเต็มไปด้วยอักษรลิ่มที่ไม่ได้มีไว้เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ แต่มันคือผังกลไกทางวิศวกรรมที่ผมเคยศึกษามาตลอดชีวิต นิ้วมือของผมขยับไปตามร่องหิน รินรดามองดูการเคลื่อนไหวของผมด้วยความเข้าใจ เธอรู้ว่าผมกำลังทำอะไร
"ธาดา... อย่า" เสียงของเธอแหบพร่า "อย่าเปิดผนึกหินก้อนนั้น มันไม่ใช่ทางออก แต่มันคือกับดักเลือด"
"ผมจะไม่ทิ้งคุณอีกครั้ง" ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะกดลงไปที่อักขระตัวสุดท้ายด้วยความมั่นใจ
ทันใดนั้น เสียงกลไกเฟืองเหล็กขนาดมหึมาใต้พื้นดินก็กรีดร้องดั่งสัตว์ป่าที่ถูกขังมานานนับพันปี พื้นหินสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน วิชัยเบิกตากว้าง เขารีบก้าวถอยหลังเมื่อแผ่นหินที่ขังรินรดาไว้เริ่มแยกตัวออก แต่แทนที่จะเป็นทางออก กลับมีไอเย็นจัดพวยพุ่งออกมาจากช่องว่างนั้น พร้อมกับกลิ่นสาบสางของโคลนและโลหะที่ขึ้นสนิม
รินรดากระชากโซ่ตรวนจนสุดแรง โซ่ที่ผุพังตามกาลเวลาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เธอพุ่งตัวออกมาท่ามกลางความโกลาหล แต่ในจังหวะที่ผมจะคว้ามือเธอไว้ ความมืดมิดก็กลืนกินทุกอย่างรอบตัว เสียงของพันเอกวิชัยตะโกนด่าทอด้วยความเดือดดาลดังไล่หลังมา ก่อนที่ความเงียบงันอันน่าขนลุกจะเข้าปกคลุมแทนที่
เราสองคนร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผมคว้ามือรินรดาไว้ได้แน่นในวินาทีสุดท้าย ลมที่กรรโชกอยู่รอบตัวทำให้เราแทบหายใจไม่ออก ทันใดนั้น ร่างของเราก็กระแทกเข้ากับบางอย่างที่นุ่มนวลแต่เหนียวหนึบ มันไม่ใช่พื้นดิน แต่มันคือใยแมงมุมขนาดยักษ์ที่ถักทออยู่กลางหุบเหว
ผมเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่อยู่เบื้องบน แสงสลัวจากคบไฟที่ตกหล่นลงมาทำให้ผมเห็นสิ่งที่เฝ้ามองเราอยู่จากความมืดมิดเบื้องบน... มันไม่ใช่คน แต่เป็นร่างของอดีตนักสำรวจที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งร่างของพวกเขาถูกถักทอรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผนังถ้ำเสมือนเป็นงานศิลปะที่มีชีวิต
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ร่างที่อยู่ตรงกลางนั้น... สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีซีดที่ผมจำได้แม่นยำว่าเป็นของ 'พี่ชายของผม' ที่หายสาบสูญไปก่อนที่ผมจะเริ่มงานวิจัยชิ้นนี้เสียอีก เขายังไม่ตาย... ดวงตาของเขาลืมขึ้นจ้องมองผม ในขณะที่มือที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวค่อยๆ ชี้ไปยังสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังร่างของเขา มันคือแผนที่ที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต แต่มันกลับประทับอยู่บนผิวหนังที่เน่าเปื่อยของเขาเอง
"ธาดา... ดูนั่นสิ" รินรดากระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ "เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อสำรวจ... เขามาเพื่อรอใครบางคนที่จะมารับช่วงต่อ... และดูเหมือนว่าคนที่เขาเฝ้ารอมานานนับทศวรรษ ก็คือคุณ"
บันทึกนักโบราณคดีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับการเผชิญหน้าที่ไร้ทางเลือกในครั้งนี้ครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 25
คุกใต้ดินแห่งความลืมเลือน
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!