กลิ่นดินปืนอัดแน่นปะปนกับกลิ่นอับชื้นของหินโบราณอายุหลายพันปี มันไม่ใช่กลิ่นที่ควรจะเกิดขึ้นภายในห้องโถงศิลาจารึกแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
"วิชัย! คุณเสียสติไปแล้วหรือไง! ถ้าเสาค้ำยันหลักหักลงมา พวกเราทั้งหมดได้ฝังกลบอยู่ใต้ซากอารยธรรมนี้แน่!"
เสียงของรินรดาตวาดก้องผ่านความมืดมัวของโถงถ้ำ แสงจากคบเพลิงสั่นไหวตามแรงกระแทกของอากาศที่ถูกบีบอัด ความโกรธเกรี้ยวในแววตาของเธอฉายชัดสะท้อนกับคราบเขม่าสีดำที่เปื้อนอยู่ข้างแก้ม มือเรียวของเธอกำด้ามประแจเหล็กแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาว
เบื้องหน้าของพวกเขา พันเอกวิชัยกำลังไอโขลกออกมาเป็นชุด มือข้างหนึ่งปัดป้องเศษหินขนาดเท่ากำปั้นที่ยังคงร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำราวกับหิมะมรณะ แววตาของนายทหารผู้กระหายอำนาจไม่ได้มีความรู้สึกผิดบาปต่อการกระทำอันบุ่มบ่ามของตนเองแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความโลภและความหงุดหงิดที่ระคนกันอยู่ภายใต้รอยยิ้มเยาะหยัน
"หุบปากซะ ผู้หญิงอวดดี ถ้าฉันไม่ใช้ระเบิดแรงสูงเปิดทาง ประตูศิลานั่นก็คงไม่มีวันยอมขยับ พวกเธอที่เป็นแค่นักวิชาการหัวโบราณจะไปเข้าใจอะไรกับการตัดสินใจที่เด็ดขาดในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้!" วิชัยตะคอกกลับ เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความดุดัน พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องในชุดพรางทหารยกกระบอกปืนขึ้นเล็งกดดันทันที
ศ.ดร. ธาดา ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าของรินรดา สายตาภายใต้กรอบแว่นที่เต็มไปด้วยรอยร้าวไม่ได้มองไปยังวิชัย แต่มันกำลังทอดมองไปยังรอยแตกร้าวขนาดมหึมาที่กำลังพาดผ่านเสาศิลาแกะสลักรูปอสุรกายโบราณ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้งอดีต—ภาพที่แผ่นดินถล่มทับร่างของคนรักจากการขุดค้นที่ผิดพลาด—ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงราวกับภาพสלอว์โมชั่น หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินลึกลงไปในขั้วหัวใจ แต่น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนักโบราณคดีหนุ่มใหญ่กลับนิ่งสนิทและเย็นเยียบจนน่ากลัว
"คุณไม่ได้แค่เปิดทางหรอกครับ... พันเอกวิชัย" ธาดาเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานไปทั่วโถงถ้ำ "แรงระเบิดเมื่อครู่ได้ทำลายกลไกคานงัดหลักที่ออกแบบโดยอารยธรรมโบราณเพื่อรับน้ำหนักภูเขา [...] คุณเพิ่งจะทำลายกุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้เราออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยไปเสียแล้ว"
สิ้นคำพูดของธาดา บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันเงียบสงบลงอย่างน่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียง "ครืน..." แผ่วเบาที่ดังมาจากความมืดเบื้องลึกของทางเข้าหลัก เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของลมหายใจ แต่เป็นเสียงของมวลหินนับพันตันที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง
วิชัยหน้าถอดสีลงเล็กน้อย เขารีบหันขวับกลับไปมองยังอุโมงค์ทางเข้าด้านหลัง ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด กลุ่มควันสีเทาจางลงเผยให้เห็นกองหินถล่มขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นเส้นทางออกจนสนิท ไม่มีแม้แต่แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาได้แม้แต่น้อย ทางเข้าเดียวที่จะพาพวกเขากลับสู่โลกภายนอกถูกตัดขาดอย่างไร้เยื่อใย
"บ้าเอ๊ย! ติดเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินเดี๋ยวนี้!" วิชัยหันไปคำรามใส่ลูกน้องคนสนิท ทว่าอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียมในมือของทหารรับจ้างกลับปรากฏเพียงหน้าจอด้านชาไร้สัญญาณใดๆ เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากหินแร่โบราณและชั้นหินหนาทึบที่ปิดทับ
รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความสมเพชเวทนา "สมน้ำหน้าครับ... อ่า ขออภัย นิสัยติดพูดตามคนอื่นมันแก้ไม่หายสินะครับ แต่วิชัย... ความฉลาดแกมโกงของคุณในครั้งนี้ กำลังจะฝังพวกเราทุกคนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของซากโบราณสถานแห่งนี้จริงๆ แล้ว"
ธาดายกมือขึ้นห้ามปรามความขัดแย้งที่กำลังจะปะทุขึ้นอีกรอบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สัมผัสได้ถึงหยาดเหงื่อที่ไหลรินลงมาตามกรอบหน้า ความรู้ด้านภาษาและโครงสร้างโบราณที่สะสมมาทั้งชีวิตกำลังถูกนำมาประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตเป็นตาย
"เรายังไม่ตายครับ..." ธาดากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมด้วยความหวังอันริบหรี่ "โครงสร้างของห้องโถงนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมซ้อนทับ แรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่อาจจะปิดตายทางเข้าหลัก แต่ถ้าเราถอดรหัสศิลาจารึกบนแท่นบูชาเบื้องหน้านั้นได้ทันเวลา บางทีเราอาจจะพบทางออกสำรองที่บรรพชนโบราณสร้างไว้หนีภัยพิบัติ"
วิชัยหันขวับมามองธาดา แววตาของนายทหารผู้พ่ายแพ้ต่อสถานการณ์ฉายแววความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก ปืนในมือสั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะลดมันลง "แก... แกแน่ใจแค่ไหนว่ามันมีทางออกสำรองจริง?"
"ผมไม่แน่ใจหรอกครับ" ธาดาหันไปสบตากับวิชัย ตรงๆ แววตาของนักโบราณคดีไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความแน่วแน่ของผู้ที่ยอมรับความจริง "แต่สิ่งที่ผมมั่นใจยิ่งกว่าความตายตรงหน้าก็คือ ถ้าเรายังยืนเถียงกันอยู่ตรงนี้ อีกไม่ถึงสิบนาที แรงดันอากาศจากหินที่ยุบตัวจะทำให้พวกเราขาดอากาศหายใจตายกันหมดก่อนที่จะได้ขุดพบสมบัติอะไรเสียอีก"
รินรดาขยับตัวเข้ามาประชิดตัวธาดา มือของเธอหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมาส่องสำรวจไปที่แท่นบูชาหินอ่อนสีดำสนิท ซึ่งสลักลวดลายอักษรภาพโบราณที่แปลกประหลาด ลวดลายเหล่านั้นเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ขึ้นมาทีละน้อย ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนและความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
"ธาดา... ดูนั่นสิครับ" รินรดาชี้ไปที่ร่องรอยการแกะสลักบนแท่นบูชา "อักษรพวกนั้น... มันไม่ได้บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่มันคือแผงควบคุมกลไกไฮดรอลิกโบราณ!"
ในวินาทีนั้นเอง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกระลอกหนึ่ง เสียงก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายใต้พิภพดังขึ้นมาจากเบื้องล่าง หินเพดานด้านบนเริ่มปริแตกและร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ฝุ่นละอองคละคลุ้งจนแทบมองไม่เห็นทาง
ธาดาก้าวเข้าไปประชิดแท่นบูชา นิ้วมือสั่นเทาด้วยความตึงเครียดแต่สายตากลับจดจ่ออยู่กับอักษรภาพโบราณ เขากำลังจะเอื้อมมือไปกดกลไกตามรหัสที่ถอดได้ในเสี้ยววินาที ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
แสงไปฉายของรินรดาที่สาดส่องไปยังมุมมืดที่สุดของห้องโถง กลับเผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคน—หรืออะไรบางคน—กำลังยืนกอดอกพิงเสาศิลาโบราณอยู่ตรงนั้น
ร่างนั้นไม่ใช่ทหารรับจ้างของวิชัย และไม่ใช่ศพของนักสำรวจยุคก่อน... แต่เป็นร่างของมนุษย์ที่สวมชุดเกราะโลหะโบราณขึ้นสนิมเขียวครึ้ม ดวงตาสองข้างภายใต้หน้ากากสำริดส่องประกายเรืองรองด้วยแสงสีฟ้าลอดผ่านความมืดออกมาจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างเยือกเย็น
ธาดาชะงักค้างกลางอากาศ ลมหายใจสะดุดกึก รินรดาถึงกับกรีดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อร่างในชุดเกราะนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้นช้าๆ แล้วเคาะนิ้วลงบนเสาศิลาสามครั้ง ราวกับเป็นการให้สัญญาณเปิดฉากการพิพากษาครั้งสุดท้ายจากอารยธรรมที่ควรจะสูญพันธุ์ไปนับพันปีแล้ว
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางขุดค้นความจริงไปกับบันทึกนักโบราณคดีนะครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 50
ความล้มเหลวของแผนการ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!