"อย่าขยับ... หายใจให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้"
เสียงกระซิบของรินรดาแผ่วเบาราวกับเสียงแมลงปีกแข็งที่บินผ่านหู ผมชะงักมือที่กำลังหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาปรับโฟกัส กลิ่นดินชื้นและกลิ่นสาบของมอสป่าอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืน เราทั้งคู่หมอบราบอยู่บนยอดเนินเขาที่เต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม เบื้องล่างห่างออกไปไม่เกินสามร้อยเมตร คือแสงไฟจากค่ายพักของพันเอกวิชัยที่สว่างไสวราวกับรอยแผลเป็นบนผืนป่าดิบชื้น
ผมหรี่ตาลง มองผ่านเลนส์กล้อง เห็นกลุ่มทหารรับจ้างในชุดพรางสีเข้มเดินลาดตระเวนด้วยความระแวดระวัง อาวุธหนักที่วางเรียงรายอยู่ข้างเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ไม่ใช่แค่ปืนไรเฟิลมาตรฐาน แต่มันคือเทคโนโลยีผสมผสานที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แผ่นโลหะสลักอักขระโบราณถูกนำมาประกอบเข้ากับตัวโครงปืน... พันเอกวิชัยไม่ได้แค่ล่าสมบัติ เขากำลังดัดแปลงอาวุธจากอารยธรรมที่สาบสูญให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร
"เห็นสิ่งที่เขากำลังประกอบอยู่ตรงกลางค่ายไหมครับ?" ผมถามเบาๆ ส่งกล้องให้รินรดา เธอนิ่งไปนานก่อนจะดึงกล้องออกมาวางข้างตัว ใบหน้าที่ปกติจะดูเยือกเย็นบัดนี้กลับซีดเผือด
"นั่นไม่ใช่เครื่องกำเนิดไฟฟ้า" เธอกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังโครงสร้างโลหะทรงกลมที่มีแสงสีฟ้าสลัวเต้นเร่าอยู่ภายใน "นั่นคือ 'หัวใจของศิลา' มันคือกุญแจกลไกที่ใช้เปิดประตูชั้นในของหุบเขาเงาธรณี ถ้าเขาสามารถกระตุ้นมันได้ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่พวกนั้น ประตูห้องเก็บศัสตราจะถูกทำลาย... และสิ่งที่อยู่ข้างในจะไม่ได้ถูกขุดค้น แต่มันจะถูกปลดปล่อยออกมาด้วยการระเบิด"
ความรู้สึกผิดที่เคยฝังลึกในใจผมประทุขึ้นมาเหมือนไฟลามทุ่ง ภาพใบหน้าของคนรักที่จากไปในอุบัติเหตุจากการสำรวจครั้งก่อนซ้อนทับขึ้นมา หากคราวนี้ผมพลาดอีก ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ชีวิตของทีมสำรวจที่สูญสิ้น แต่คือความหายนะที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปตลอดกาล
"เราต้องทำลายมัน" ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่การบุกเข้าไปตรงๆ คือการฆ่าตัวตาย"
"ฉันมีวิธี" รินรดาหยิบอุปกรณ์ขนาดจิ๋วที่ดูคล้ายเข็มทิศออกมา "ตัวรับสัญญาณที่ฉันฝังไว้บนหีบสมบัติของเขาเมื่อวานนี้ยังทำงานอยู่ ถ้าเราสามารถสร้างสัญญาณรบกวนคลื่นความถี่ในระยะประชิด ตัวกลไกนั่นจะเกิดอาการโอเวอร์โหลด... แต่มันต้องใช้คนไปวางตัวส่งสัญญาณให้ใกล้ที่สุด ในจุดอับสายตาของพวกมัน"
ผมมองหน้าเธอ ลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง นี่คือภารกิจเสี่ยงตาย และรินรดากำลังเสนอตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ทว่าก่อนที่ผมจะได้คัดค้าน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของเรา ทั้งผมและรินรดาสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าปืนพกและหมอบลงต่ำกว่าเดิม
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ชายผู้นั้นสวมหมวกปีกกว้างที่บดบังใบหน้าเกือบมิด เขายืนถือปืนสั้นที่ลดลำกล้องลงต่ำ ดูท่าทางไม่ได้มีความตั้งใจจะเปิดฉากยิง แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับกดดันจนผมรู้สึกอึดอัดไปถึงกระดูกสันหลัง
"ดร. ธาดา..." เสียงนั้นแหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาขยับหมวกขึ้นเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นข้างหนึ่ง "คุณน่าจะรู้ดีว่าความอยากรู้อยากเห็นของนักโบราณคดี มักจะมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดเสมอ"
"คุณเป็นใคร" ผมถามพรางขยับมือไปหาอาวุธสำรอง "และคุณต้องการอะไร"
ชายปริศนาคนนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะโยนวัตถุชิ้นหนึ่งมาที่เท้าของผม มันคือจี้ห้อยคอทองคำที่สลักรูปตราประจำตระกูลของคนรักผม... ชิ้นเดียวกับที่เธอสวมติดตัวตลอดเวลาในวันที่เธอหายสาบสูญไปในถ้ำมรณะเมื่อสามปีก่อน
"พันเอกวิชัยไม่ได้มาที่นี่คนเดียว" เขาพูดพร้อมกับหันปลายกระบอกปืนไปทางค่ายพักของศัตรู "และคนที่เขากำลังบังคับให้เป็นผู้ไขรหัสลับในเต็นท์หลังนั้น... ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่คุณคิดว่าตายไปแล้ว"
หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาเงาธรณี ผมมองผ่านเลนส์กล้องไปที่เต็นท์หลังที่ใหญ่ที่สุดอีกครั้ง เห็นเงาร่างหนึ่งที่ถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้ไม้ แสงไฟวูบไหวสะท้อนใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวคนหนึ่ง... ใช่ เธอคนนั้นจริงๆ... คนที่ผมร่ำไห้ให้ทุกคืนตลอดสามปีที่ผ่านมา
เธอยังไม่ตาย แต่สายตาที่เธอมองไปยังพันเอกวิชัยนั้นไม่ใช่สายตาของนักโทษ... แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังตระเตรียมกับดักบางอย่างไว้สังหารเขา!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับแห่งหุบเขาเงาธรณีไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 17
ค่ายพักท่ามกลางอันตราย
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!