ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี•ตอนที่ 19

ความลับใต้เงาป่า

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"แกกล้าดียังไงถึงคิดว่าจะลากศพพวกนี้ออกจากนรกนี่ได้ โดยไม่ทิ้งอะไรไว้เป็นค่าผ่านทาง" เสียงทุ้มต่ำของพันเอกวิชัยดังก้องผ่านความเงียบงันของห้องโถงหินทราย ผสมกับเสียงโลหะกระทบพื้นดังเคร้ง ดาบปลายปืนจ่อเข้าที่ลำคอของธาดา แรงกดเบาๆ จากปลายกระบอกเหล็กเย็นเฉียบทำให้เขารู้สึกถึงความตายที่แฝงมากับกลิ่นสาบป่าและคราบเขม่าดินปืน ธาดาไม่ขยับตัว เขาเพียงแต่หรี่ตาลงจ้องมองแสงไฟจากตะเกียงแก๊สที่สั่นไหวอยู่บนผนังหินแกะสลัก "ค่าผ่านทางที่ว่า คือสิ่งที่อยู่ในกรงขังนั่น หรือคือเลือดของพวกเรากันแน่ครับ ท่านพันเอก?" ธาดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม รินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆ วางมือลงบนด้ามมีดสั้นที่เหน็บข้างเอว สายตาของเธอจับจ้องไปที่กรงเหล็กดัดอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายโถง กรงนั้นถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ประหลาดที่ดูเหมือนจะขยับได้เองราวกับมีชีวิต เธอส่งสัญญาณให้ธาดารู้ว่าเธอเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นแล้ว และมันไม่ใช่สัตว์ร้ายอย่างที่กลุ่มทหารรับจ้างพร่ำบอกตลอดทาง "อย่าได้อวดฉลาดในเวลาที่ความตายกำลังยืนหายใจรดต้นคอคุณอยู่เลย ดร.ธาดา" วิชัยหัวเราะในลำคอ ดวงตาของเขาฉายแววกระหายอำนาจ "ที่นี่ไม่ใช่แค่ซากปรักหักพัง แต่มันคือคลังแสงที่เหล่าทวยเทพทิ้งไว้ และเชลยของฉัน... คือกุญแจดอกเดียวที่จะไขกลไกชั้นในสุดได้" วิชัยพยักหน้าให้ลูกน้องคนหนึ่ง มันเดินตรงไปที่กรงเหล็กแล้วกระชากผ้าคลุมผืนใหญ่ที่บังสายตาอยู่ออก ธาดาเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะเมื่อแสงไฟส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในกรง ผิวพรรณของเธอซีดเผือดจากการขาดแสงแดด ดวงตาที่เคยมีประกายแห่งความหวังบัดนี้ดูเลื่อนลอยและอ่อนล้า แต่ใบหน้านั้น... ใบหน้าที่เขาสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าทุกคืนให้ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะผ่านมาสามปีเต็ม แต่มันยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ "พิม..." ธาดาอุทานแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เขาพยายามจะก้าวไปข้างหน้า แต่ทหารสองนายก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนเขาไว้อย่างรวดเร็ว "ดูให้เต็มตา ดร.ธาดา" วิชัยเดินไปยืนข้างกรง แล้วใช้ปลายกระบอกปืนเชยคางหญิงสาวขึ้น "คนรักของคุณที่หายสาบสูญไปในการสำรวจครั้งก่อน เธอไม่ได้ตายในเหตุการณ์ถล่มของวิหารอย่างที่รายงานการสอบสวนระบุไว้หรอก แต่เธอถูก 'เลือก' ให้เป็นผู้สืบทอดความลับของอารยธรรมเงาธรณี" พิมเงยหน้าขึ้นมองธาดา แววตาของเธอสั่นระริก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดที่แฝงด้วยความหวาดกลัว เธอขยับปากพะงาบๆ ราวกับพยายามจะเตือนอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา นอกเสียจากเสียงดนตรีแปลกประหลาดที่ดังออกมาจากผนังหินรอบๆ ตัวพวกเขา "เธอไม่ได้หายไปไหน แต่นอนรอวันที่จะได้เจอคุณอยู่ตรงนี้ตลอดสามปี" วิชัยกระซิบข้างหูธาดา "บอกฉันมา ว่าแผ่นศิลาจารึกที่แกซ่อนไว้ในป่าเมื่อวานนี้ มีวิธีแก้คำสาปในกรงนี้อย่างไร หรือจะให้ฉันทดลองวิธี 'กระตุ้น' เธอด้วยกระแสไฟฟ้าจนกว่าแกจะยอมคายความลับออกมา?" ธาดากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความแค้นแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น เขาคือคนที่พาเธอมาที่นี่ และเขาก็คือคนที่ทิ้งเธอไว้เพียงลำพังในนรกขุมนี้ รินรดาเห็นท่าทีของธาดาจึงก้าวเข้ามาขวางเบาๆ เธอรู้ดีว่าหากธาดาสติแตกตอนนี้ ทุกอย่างจะจบสิ้น เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "ถ้าคุณทำร้ายเธอแม้แต่ปลายเล็บ กลไกป้องกันภัยที่ฝังอยู่ในโถงนี้จะทำงานทันที และพันเอก... คุณก็รู้ดีว่าพวกคุณไม่มีใครรอดออกไปจากรัศมีระเบิดของมันได้แน่" รินรดาแสร้งทำเป็นหยิบอุปกรณ์วิเคราะห์กลไกขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือระเบิดควันแรงดันสูงที่เธอแอบดัดแปลงไว้ วิชัยชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาสลับไปมาระหว่างธาดาและรินรดา เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอัจฉริยะด้านกลไกโบราณ และคำพูดของเธอไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ในขณะที่เขากำลังตัดสินใจ พิมที่อยู่ในกรงก็เริ่มสั่นเทา ร่างกายของเธอค่อยๆ เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมาจากรอยสักประหลาดที่ต้นคอ พื้นดินใต้เท้าของทุกคนเริ่มสั่นสะเทือน เสียงกลไกเฟืองเหล็กขนาดมหึมาที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนป่าเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง เศษหินจากเพดานเริ่มร่วงหล่นลงมาทับถมทหารรับจ้างบางส่วน เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วโถงหิน พิมลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนล้าเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว เธอหันมามองธาดาด้วยสายตาที่เขาจำได้ไม่ลืม... สายตาของคนที่ไม่ใช่คนรักของเขาอีกต่อไป แต่เป็นบางสิ่งที่อารยธรรมโบราณหล่อหลอมขึ้นมาแทนที่ เธอกางแขนออก แล้วเสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนภาษาโบราณนับพันปีก็ดังก้องไปทั่วโถง พร้อมกับผนังหินที่เริ่มแยกตัวออก เผยให้เห็นทางเดินที่ทอดยาวลงไปสู่ความมืดมิดที่ไม่มีใครเคยสัมผัส ทันใดนั้น พิมก็พุ่งตัวผ่านซี่กรงที่แยกออกราวกับน้ำไหล แล้วคว้าคอเสื้อของวิชัยเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกผนังหินจนกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ ก่อนที่เธอจะหันมาทางธาดาแล้วเอ่ยคำพูดแรกในรอบสามปีด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกเสียจนเลือดในกายของเขากลายเป็นน้ำแข็ง "ได้เวลา... กลับบ้านแล้วค่ะ ที่รัก" สิ้นเสียงนั้น เธอก็ฉุดร่างธาดาให้ถอยหลังหายเข้าไปในความมืดที่กำแพงเพิ่งเปิดออก รินรดาพยายามจะวิ่งตามแต่ทว่าศิลาหนักตกลงมาปิดกั้นทางเดินเสียก่อน ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องโถงอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงปืนที่ดังลั่นอย่างบ้าคลั่งของพันเอกวิชัยที่พยายามดิ้นรนอยู่ในซากปรักหักพัง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับแห่งหุบเขาเงาธรณีไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาอารยธรรมสาบสูญ: หุบเขาเงาธรณี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%