เสียงกระแทกของแก้วเซรามิกกระทบโต๊ะทำงานไม้สักดัง ‘กริ๊ก’ หนักหน่วงพอๆ กับบรรยากาศในห้องประชุมที่อุณหภูมิลดฮวบลงจนแทบติดลบ รวินท์ไม่ได้สะดุ้ง เขายังคงยืนหลังตรง สายตาคมกริบกวาดมองผู้มาใหม่ที่ยืนหายใจฮึดฮัดอยู่หน้าประตูด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความตกใจกับความรำคาญใจขั้นสุด
ไอ้คนที่ทำหน้าราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน กลับมายืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะแขกวีไอพีของมูลนิธิศิลปะที่เขารับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่อยู่
ช่างเป็นความบังเอิญที่โคตรจะไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลยนะครับ
“คุณรวินท์... รู้จักกับคุณกฤตภาสด้วยหรือครับ?” เลขาฯ สาวหน้าตาตื่นรีบเดินเข้ามาประสานมือถามด้วยความกังวลเมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียดผิดปกติ
“ไม่เชิงว่ารู้จักหรอกครับ...” รวินท์ลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นนิดๆ ในแบบที่รู้ว่าอีกฝ่ายเกลียดนักหนา “แค่เคยสั่งสอนหมาบ้าที่ชอบเห่าไม่ดูตาม้าตาเรือแถวร้านกาแฟแถวนี้มาบ้างเท่านั้นเอง”
“แก!” กฤตภาสหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ปากดีนักนะมึง! วันนี้กูมาในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกองทุน ศิลปินไร้รากอย่างมึงเตรียมตัวตกงานได้เลย!”
“เชิญตามสบายครับ” รวินท์สวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าเรียวสวยยิ่งทำให้อีกฝ่ายคลั่งหนักขึ้นไปอีก “ถ้าการใช้เส้นสายมันทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้นมาได้บ้าง ผมก็ยินดีเป็นบันไดให้เหยียบนะ... แต่ระวังหน่อยก็ดีนะครับ บันไดแถวนี้มันคม เดี๋ยวเหยียบพลาดแล้วจะไม่มีเท้าเดินกลับบ้าน”
“พอได้แล้วครับคุณกฤตภาส”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะความเดือดดาล ธามันก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากมุมห้องที่เงียบเชียบที่สุด นัยน์ตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาคมปลาบกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยรังสีความเย็นชาที่ทำเอาคนในห้องต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ผู้บริหารหนุ่มไม่ได้มองหน้ากฤตภาสด้วยซ้ำ เขากลับจดจ้องร่างโปร่งของศิลปินอิสระที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะด้วยท่าทางไม่สะท้านสะเทือน นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นมีความระ3อุบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ
“ที่นี่คือสถานที่ทำงาน ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของใคร ถ้าคุณกฤตภาสยังมีอารมณ์อยากจะทะเลาะกับเด็กอนุบาล เชิญออกไปทำข้างนอกครับ มูลนิธิของเราไม่ต้อนรับคนไร้กาลเทศะ”
คำพูดเชือดเฉือนแบบไม่ต้องไว้หน้าใครทำเอาคนที่กำลังจะอ้าปากเถียงถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง กฤตภาสหน้าเสียถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพราะบารมีของธามันนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเขาจะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ ได้แต่ฮึดฮัดสะบัดหน้าพรวดเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างเสียหน้า
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
รวินท์ถอนหายใจเบาๆ ปลดแขนที่กอดอกออกแล้วเตรียมจะหยิบกระเป๋าคู่ใจขึ้นมาพาดบ่า “ในเมื่อหมดธุระแล้ว ผมขอตัวนะครับ ท่านประธาน”
“ใครอนุญาตให้คุณกลับ?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงอำนาจจนเท้าที่กำลังจะก้าวต้องหยุดชะงัก
รวินท์หันกลับมาเลิกคิ้วใส่ “อ้าว... หรือว่าท่านประธานยังมีคดีอะไรค้างคาจะสะสางกับผมอีกครับ? เรื่องภาพวาดโปรเจกต์หน้า ผมส่งดราฟท์แรกให้ทางอีเมลแล้วนะ หรือว่าสายตาอันกว้างไกลของท่านจะมองไม่เห็นไฟล์ขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มนั่น”
ธามันขยับกรอบแว่นเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว... ทีละก้าว จนรวินท์ต้องเผลอถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานโดยอัตโนมัติ กลิ่นอายความเป็นผู้ใหญ่และความเย้ายวนแบบผู้ชายสุขุมลอยวนอยู่รอบตัว จนคนปากเก่งเริ่มรู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้องขึ้นมาดื้อๆ
“งานของคุณผมตรวจแล้ว... ดีเกินคาด” ธามันหยุดยืนห่างจากรวินท์เพียงแค่คืบ สายตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนที่เชิดขึ้นอย่างถือดี “แต่เรื่องงานไม่ใช่เรื่องเดียวที่ผมอยากคุยกับคุณวันนี้”
“อ๋อเหรอครับ?” รวินท์แกล้งทำเป็นเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่ร้อนแรงเกินกว่าเหตุ “ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน ก็คงไม่มีธุระอะไรอื่นระหว่างเราแล้วมั้งครับ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”
“ไม่สนิท?” ธามันแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและสั่นพร่าในความรู้สึกของคนฟัง “คุณมานั่งเถียงผมทุกวัน ยืนกวนประสาทผมทุกครั้งที่มีโอกาส แล้วยังกล้าบอกว่าไม่สนิทอีกงั้นเหรอ?”
“ก็มันน่าหมั่นไส้ตรรกะประหลาดๆ ของคุณนี่ครับ!” รวินท์หันกลับมาสบตาตรงๆ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด “คนอะไร ปากคอเราะร้าย หน้าตาก็บึ้งตึงเหมือนคนท้องผูกตลอดเวลา ใครเขาจะอยากสนิทด้วยเล่า!”
ธามันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น เหมือนกำลังค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดกวนๆ
แปลก... ทั้งที่ปกติเขาเกลียดการต่อล้อต่อเถียงที่สุดในชีวิต แต่ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่วันที่ไอ้เด็กนี่เดินเข้ามาในชีวิตพร้อมกับพู่กันเปื้อนสีและวาจาเชือดเฉือน โลกที่เคยเงียบสงบและไร้สีสันของเขาถึงได้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด
ช่วงนี้เขามักจะหาเรื่องเดินตรวจงานแถวสตูดิโอวาดภาพบ่อยขึ้นอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะอยากแวะไปดูว่าเจ้าของผลงานกำลังทำหน้ายุ่งเหยิงใส่กระดาษวาดรูปอีกหรือเปล่า หรือไม่ก็... อยากฟังเสียงบ่นงึมงำเวลาที่เขาจงใจเดินเข้าไปก่อกวน
นี่สินะที่เขาเรียกว่าอาการของคน... แพ้ทาง
“ช่วงนี้... งานยุ่งมากหรือเปล่า?” จู่ๆ ธามันก็เปลี่ยนเรื่องถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน จนรวินท์ที่เตรียมตั้งรับคำด่าถึงกับกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง
“หะ... หา? อยู่ๆ มาถามเรื่องส่วนตัวทำไมครับเนี่ย”
“เปล่า” ผู้บริหารหนุ่มเสมองไปทางอื่น ใบหูข้างที่หันเข้าหารวินท์ขึ้นสีแดงจางๆ อย่างเห็นได้ชัด “แค่เห็นช่วงนี้คุณนอนดึก ขอบตาดำเป็นแพ... เป็นห่วงหรอกกลัวงานมูลนิธิผมจะพังเพราะคนวาดภาพไม่มีแรง”
ให้ตายเถอะ... ปากแข็งชะมัด!
รวินท์แอบยิ้มมุมปาก นึกสนุกอยากจะแกล้งคนฟอร์มจัดให้หลุดอาการเสียศูนย์สักตั้ง เจ้าตัวแกล้งทำเป็นขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่ริมแก้ม
“แหม... ท่านประธานครับ เป็นห่วงผมเหรอครับเนี่ย?” รวินท์จงใจดัดเสียงให้อ่อนหวานเย้ายวน ปลายนิ้วเรียวแกล้งยื่นไปแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อสูทเนื้อดีของอีกฝ่าย “นึกว่าในหัวคุณจะมีแต่เรื่องตัวเลขกับงบประมาณมูลนิธิซะอีก ที่แท้ก็แอบมองสำรวจความผิดปกติบนใบหน้าผมอยู่ตลอดเวลาสินะครับเนี่ย”
ธามันชะงักกึก ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วเย็นเฉียบของอีกฝ่ายสัมผัสโดนผิวเนื้อใต้ร่มผ้า
หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของประธานหนุ่มผู้เยือกเย็น บัดนี้กลับเต้นระรัวราวกับกลองเพลจนน่าโมโห
“รวินท์... ถอยออกไป” ธามันเอ่ยเตือนด้วยเสียงที่แหบพร่ากว่าปกติ มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าจับข้อมือเล็กเพื่อดันตัวอีกฝ่ายออก แต่ทว่า...
*แกร๊ก!*
เสียงเปิดประตูกระจกบานใหญ่ดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมกับร่างของเลขาฯ สาวที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนแทบจะร้องไห้
“ท่านประธานคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! ภาพวาดชิ้นเอกที่จะใช้จัดแสดงในนิทรรศการสัปดาห์หน้า... ถูกกรีดทำลายเสียหายจนหมดเลยค่ะ!”
สิ้นคำพูดนั้น รวินท์และธามันผละออกจากกันทันที รัศมีสีชมพูจางๆ เมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยบรรยากาศตึงเครียดและเยือกเย็นที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงของธามันจนน่ากลัว
นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะยิ่งกว่าเก่า เมื่อก้าวตามเลขาฯ ไปถึงห้องเก็บผลงาน และพบว่าภาพวาดสีน้ำมันรูปสำคัญถูกของมีคมกรีดจนขาดวิ่น... และที่มุมห้องนั้น มีพู่กันด้ามหนึ่งตกอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยของใครบางคนที่เพิ่งเดินออกไปจากตึกนี้เมื่อครู่!
-----------------
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะเวียนมาเติมกำลังใจให้จอมยุทธ์เสื้อแพรเสมอนะครับ)*
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 7
ใครกันแน่ที่แพ้ทาง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!