"ถ้าคิดจะมาตรวจงานผมในฐานะผู้บริหารจอมเผด็จการ ก็เชิญกลับห้องทำงานหรูๆ ของคุณไปเถอะครับ คุณธามัน... เพราะต่อให้คุณยืนจ้องผมจนตาแข็งเป็นหิน ปลายพู่กันในมือผมก็ไม่มีวันวาดเส้นตามใจคนปากร้ายอย่างไร้เหตุผลหรอกนะ"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของรวินท์ ร่างโปร่งไม่ได้สะทกสะท้านต่อเงาดำทะึมของบุคคลที่สามที่เพิ่งก้าวเข้ามาขวางประตูแม้แต่น้อย กลับกัน เขายังตวัดพู่กันขนกระต่ายลงบนผืนผ้าใบเสียงดัง *'สวาท'* เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงตากลมโตคู่สวยหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บริหารหนุ่มมาดนิ่งด้วยแววตาท้าทาย ไร้ซึ่งความเกรงกลัว
บรรยากาศภายในห้องสตูดิโอส่วนตัวอบอวลไปด้วยความตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด กลิ่นอายของสีน้ำมันและสนิมเหล็กเจือจางในอากาศ ผสมผสานกับความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนบุคคลที่สาม—ซึ่งยืนขวางทางอยู่—ถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสนใจ
ธามันขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองคนอวดดีที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาฉอดๆ รวินท์ไม่เพียงแต่ไม่ยอมก้มหัวให้ แต่ยังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความกวนประสาททำให้คนมองนึกอยากจะเข้าไปเขย่าร่างบางนั้นให้หลุดจากความมั่นหน้าเสียให้เข็ด แต่ติดตรงที่... สายตาคู่นั้นมันช่างสว่างไสวเสียจนเขาละสายตาหนีไม่ได้ต่างหาก
"ปากคอเราะร้ายสมกับชื่อเสียงที่เขาเล่าลือจริงๆ นะ คุณรวินท์" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากชายวัยกลางคนร่างท้วม ทว่าแต่งกายด้วยสูทสากลตัดเย็บเนียบกริบ เขาก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ "ผม 'ประเสริฐ' กรรมการผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของมูลนิธิ... หวังว่าผมคงไม่ได้มารบกวนเวลาอันมีค่าของคุณสองคนหรอกนะ"
รวินท์ชะงักไปนิดเมื่อรู้ว่าแขกผู้มาใหม่คือใคร แต่กระนั้น ความมั่นใจก็ไม่ได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย เขาวางพู่กันลงบนถาดสีอย่างใจเย็น ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบสีเปื้อนเรียวนิ้วช้าๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้บริหารระดับสูงด้วยท่าทีนอบน้อมพอเป็นพิธีตามมารยาทสังคม ทว่าแววตากลับยังคงความพยศไว้อย่างครบถ้วน
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณประเสริฐ... ส่วนจะรบกวนไหม?" รวินท์ลากเสียงยาวเล็กน้อยเหลือบมองธามันที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างกัน "คงต้องถามท่านประธานมูลนิธิฯ เอาเองครับว่า เขาลากสังขารมาทำไมถึงสตูดิโอชั้นใน ทั้งที่เลยเวลาเลิกงานมาสองชั่วโมงเต็มแล้ว"
ธามันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอก ชายหนุ่มปรายตามองคนปากเก่งที่ลอยหน้าลอยตาพูดจาไม่เกรงใจใคร ก่อนจะหันไปผายมือเชื้อเชิญคุณประเสริฐให้นั่งลงบนโซฟาหนังสีเข้มมุมห้อง
"ผมแค่แวะมาดูความคืบหน้าของโปรเจกต์ภาพวาดการกุศลครับคุณประเสริฐ เห็นว่าใกล้เดดไลน์แล้ว กลัวว่า 'ศิลปินอินดี้' บางคนจะมัวแต่เอาเวลาไปเถียงกับคนอื่นจนงานไม่เดิน" ธามันตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบเหลือบกลับมามองรวินท์ด้วยแววตาตำหนิเจือความเอ็นดูที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชาอย่างสุดความสามารถ
"อ๋อเหรอครับ? นึกว่ามาดูว่าผมแอบเอาสีไปป้ายหัวใครแถวนี้ซะอีก" รวินท์สวนกลับทันควันโดยไม่ยอมให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายถูกพาดพิงอยู่ฝ่ายเดียว ร่างโปร่งก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่มีร่างสูงของธามันยืนค้ำอยู่ "ถ้ากลัวงานไม่เดินนัก ทำไมไม่ลองมาจับพู่กันวาดเองดูล่ะครับ เผื่อสมองส่วนที่ใช้สั่งการคนอื่นจะได้ผ่อนคลายลงบ้าง หน้าตาจะได้ไม่ดูเคร่งเครียดเหมือนคนท้องผูกตลอดเวลาแบบนี้"
พรึ่บ!
คุณประเสริฐถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองเบาๆ ต้องยกมือขึ้นป้องปากแล้วแกล้งไอค็อกแค่เพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มขบขัน ไม่บ่อยนักที่จะมีใครกล้าพูดจาหยิกแกมหยอกและท้าทายท่านประธานหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็น เด็ดขาด และไร้ความปรานีคนนี้ได้ขนาดนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นเคมีประหลาดบางอย่างลอยฟุ้งอยู่ระหว่างคนทั้งคู่—คนหนึ่งปากร้ายดั่งปีศาจน้ำแข็ง แต่อีกคนกลับเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้ละลาย
ธามันหันขวับมามองตัวปัญหาที่ยืนกอดอกยิ้มพรายอย่างมาดมั่น ดวงตาคมดุจเสือจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากสายตานั้นฆ่าคนได้ รวินท์คงพรุนไปทั้งตัวแล้ว แต่แปลก... แทนที่ธามันจะโกรธเกรี้ยวจนสั่งปลดศิลปินคนนี้ออกจากโครงการตามนิสัยเด็ดขาดของตน เขากลับรู้สึกว่าหัวใจที่ด้านชามานานนับปีของตนมันกำลังเต้นแรงผิดจังหวะ
ภาพของรวินท์ในยามนี้ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ศิลปินผู้เงียบขรึมในโบรชัวร์ประชาสัมพันธ์ลิบลับ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับด้วยความท้าทาย ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่ขยับเถียงฉอดๆ นั้นช่างน่าหมั่นไส้... และน่าจูบให้หายพยศไปเสียในคราเดียว
"ปากเก่งนักนะรวินท์..." ธามันก้าวเข้าไปประชิดตัวรวินท์ทีละน้อย จนร่างโปร่งต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานโดยปริยาย ความสูงที่ได้เปรียบทำให้ผู้บริหารหนุ่มสามารถโน้มตัวลงมาสบตาในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศเจือจางผสมกับกลิ่นชาเขียวอ่อนๆ ลอยปะทะจมูกจนรวินท์เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "ถ้าคิดว่าฝีปากกับฝีมือวาดภาพมันเจ๋งพอๆ กันจริง งั้นพรุ่งนี้... คุณต้องเอาผลงานร่างขั้นสุดท้ายมานำเสนอให้ผมดูด้วยตัวเองที่ห้องทำงานส่วนตัว ตอนแปดโมงเช้า ห้ามสายแม้แต่วินาทีเดียว"
รวินท์ชะงักไปชั่วขณะเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาจริงจังที่ซ่อนอยู่หลังม่านความเย่อหยิ่งนั้น หัวใจดวงน้อยในอกกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียนอย่างน่าประหลาด
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เวลาโหมดดุและขยับเข้ามาใกล้แบบนี้ มันอันตรายต่อหัวใจเกินไปแล้ว!
"ทำไม? กลัวเหรอครับ ถึงต้องรีบถอยหลังหนี" ธามันกระซิบเสียงทุ้มต่ำชิดริมหู มุมปากหยักลึกยกยิ้มร้ายกาจอย่างผู้ชนะ ทว่าแววตาที่ทอดมองอีกฝ่ายกลับสะท้อนความห่วงใยและคลั่งรักที่ล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมา
"ใครกลัวกัน! แค่เหม็นหน้าคนแถวนี้ต่างหากเล่า!" รวินท์รีบดันอกแกร่งออกห่างด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างโปร่งเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาแม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "พรุ่งนี้แปดโมงเช้าใช่ไหมครับ? ได้! แล้วคุณจะได้รู้ว่าผลงานของผมมันเหนือกว่าคำดูถูกโง่ๆ ของคุณมากแค่ไหน!"
ธามันหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างพึงพอใจ ชายหนุ่มผละตัวออกห่างอย่างช้าๆ ปล่อยให้รวินท์ได้ยืนหายใจได้สะดวกขึ้น ก่อนจะหันไปพยักหน้ารับกับคุณประเสริฐที่นั่งอมยิ้มมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ
"งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณประเสริฐ... ส่วนคุณศิลปินปากเก่ง..." ธามันหันกลับมาสบตากับรวินท์อีกครั้ง ประโยคสุดท้ายกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ "คืนนี้ฝันดีล่วงหน้านะครับ... แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้า"
สิ้นคำพูดนั้น ธามันก็หมุนตัวเดินนำคุณประเสริฐออกจากห้องสตูดิโอไป ทิ้งให้รวินท์ยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มตัวเองที่ร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก ดวงตากลมโตมองตามแผ่นหลังกว้างที่ลับหายไปหลังบานประตู
ทว่า... ในวินาทีที่บานประตูกำลังจะปิดสนิท เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินด้านนอก เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและรีบร้อน พร้อมกับร่างของบุคคลปริศนาที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องสตูดิโออย่างไร้มารยาท!
รวินท์หันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าของแขกยามวิกาลผู้มาเยือนใหม่ ดวงตากลมก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด—
"พี่... พี่ชาย? คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาร่วมเดินทางไปกับปลายพู่กันและหัวใจซึนๆ ของพวกเขานะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 2
ปากที่ว่าร้ายกับใจที่มองเห็นความจริง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!