"ถ้าคุณคิดว่ารอยพู่กันตรงนี้มัน 'รกหูรกตา' ขนาดนั้น ผมแนะนำให้คุณเอาไปจุ่มน้ำล้างแล้วทิ้งลงถังขยะไปซะเลยดีกว่าครับ คุณธามัน"
น้ำเสียงของรวินท์ไม่ได้ตึงเครียด แต่มันเต็มไปด้วยความท้าทายที่คมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง ร่างโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานไม้สักทองราคาแพงลิบลิ่ว ดวงตากลมโตเป็นประกายดื้อรั้นจ้องมองผู้บริหารหนุ่มแห่งมูลนิธิศิลปะอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น
บนโต๊ะตรงหน้าคือร่างโปรเจกต์งานศิลปะขนาดใหญ่ที่รวินท์ใช้เวลาปลุกปั้นและเทหยาดเหงื่อแรงกายลงไปนานร่วมสามเดือน มันคือโปรเจกต์เรือธงที่เดิมพันด้วยชื่อเสียงและเม็ดเงินก้อนโต แต่เวลานี้ มันกำลังถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ธามันขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตาราคาแพงปรายตามองผลงานศิลปะชิ้นนั้นสลับกับใบหน้าของศิลปินหนุ่มด้วยความเรียบเฉย เขานั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม ท่าทีเย่อหยิ่งและเย็นชาคือเกราะกำบังที่ธามันสวมไว้ราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง
"คำว่าศิลปะ มันต้องมีทิศทางและระเบียบวินัย คุณรวินท์" ธามันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยียบเย็นจนน่าขนลุก นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ "ไม่ใช่แค่การสาดอารมณ์ดิบๆ ลงไปบนผืนผ้าใบแล้วหวังว่าใครจะมานั่งเข้าใจความอินดี้ของคุณ งานชิ้นนี้... ผ่านตาคณะกรรมการมาได้ยังไง ผมยังสงสัย"
"อ๋อเหรอครับ?" รวินท์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มหยัน "แปลกนะครับที่กรรมการคนอื่นเขาเห็นคุณค่าของงานชิ้นนี้ ยกเว้นก็แต่คุณ... ประธานผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ดูเหมือนจะมีปัญหาทางสายตากับสุนทรียภาพพื้นฐาน หรือจริงๆ แล้วคุณแค่หาเรื่องปัดตกเพราะกลัวว่างานของผมมันจะเด่นเกินหน้าเกินตาโปรเจกต์ลูกรักของคุณกันแน่?"
บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่พลันอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ธามันหยุดเคาะนิ้ว ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวผู้บริหารหนุ่มจนคนรอบข้าง (ถ้ามี) คงระusออออกไปแล้ว แต่ไม่ใช่กับรวินท์—ศิลปินหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น
"ปากเก่งไม่เบานี่" ธามันแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเย้ยหยันแต่แฝงด้วยความขบขันระคนหงุดหงิด "มั่นใจในฝีมือตัวเองนักใช่ไหมถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับผู้ว่าจ้างแบบนี้ งานแค่นี้ยังแก้ไม่ได้ อย่าหวังเลยว่าจะได้ก้าวขึ้นไปยืนในจุดที่สูงกว่านี้เลย คุณรวินท์"
"ผมจะก้าวไปถึงไหน มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมา îssวเดือดร้อนหรอกครับ คุณธามัน" รวินท์ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันราวกับสนามรบขนาดย่อม "หน้าที่ของผมคือส่งมอบงานศิลปะที่ทรงคุณค่า ไม่ใช่การมานั่งพับเพียบฟังคนไม่มีรสนิยมมาวิจารณ์งานผมด้วยอคติส่วนตัว!"
"นี่คุณ!" ธามันผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากส่วนสูงที่เหนือกว่าไม่ได้ทำให้รวินท์ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว กลับกัน รวินท์เชิดหน้าขึ้นสบตากลับอย่างไม่ลดละ หัวใจของธามันกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ เจือกลิ่นสีอะคริลิกจางๆ ลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่น่ารำคาญ... แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันดึงดูดสายตาของเขาให้ติดตรึงอยู่กับริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ นั้น
ธามันก้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ ลึก
ในดวงตาคู่นั้นของธามันมีความไหววูบประหลาดที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน—ความรู้สึกที่มากกว่าความหงุดหงิด แต่มันคือความคลั่งไคล้ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา
"ถ้าคิดว่าแน่จริง..." ธามันกระซิบเสียงต่ำพร่า ร้อนผ่าวข้างใบหูของรวินท์จนคนฟังถึงกับชะงัก ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดผิวแก้มทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะรัวอยู่แล้ว ยิ่งเต้นผิดจังหวะหนักขึ้นไปอีก "...ก็แก้ผลงานชิ้นนี้ให้มันน่าประทับใจภายในคืนนี้ซะ ถ้าทำไม่ได้... คุณก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าไสมقออกไปจากโปรเจกต์นี้ได้เลย"
รวินท์กัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างเจ็บใจ ความใกล้ชิดกะทันหันนี้ทำเอาสติที่กำลังพุ่งพล่านเมื่อครู่สะดุดกึก กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับความดุดันของผู้ชายตรงหน้ามันปั่นป่วนความนึกคิดจนสมองประมวลผลช้าไปสามวินาที แต่ความถือดีมีศักดิ์ศรีก็ค้ำคออยู่ รวินท์จึงรีบถอยหลังเว้นระยะห่างแล้วเหยียดยิ้มกวนประสาทกลับไปทันที
"ภายในคืนนี้ก็ได้ครับ! แล้วคุณจะได้รู้ว่างานศิลปะชิ้นเอกที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นยังไง ไม่ใช่งานไร้จิตวิญญาณแบบที่คุณชอบหรอก!"
พูดจบ รวินท์ก็คว้ากระเป๋าคู่ใจแล้วสะบัดหน้าเดินหันหลังให้อย่างไม่ใยดี ตั้งใจจะสาวเท้าก้าวออกจากห้องทำงานนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อหนีบรรยากาศชวนใจเต้นผิดปกตินี้
แต่ทว่า... ก่อนที่มือเรียวจะได้สัมผัสกับลูกบิดประตู เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นของใครอีกคนก็ดังขัดขึ้นมาจากทางด้านนอก พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยผู้มาใหม่
"อ้าว ธามัน... ยังคุยกับศิลปินใหม่อยู่เหรอ พอดีเลย ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายพอดีเกี่ยวกับงบประมาณ..."
รวินท์ชะงักก้าง ร่างโปร่งหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูเมื่อเผชิญหน้าเข้ากับบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ และเมื่อหันกลับไปมองสายตาของธามันที่เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันที รวินท์ก็รู้ทันทีว่า... เรื่องราวในค่ำคืนนี้ มันไม่ได้จบลงแค่การทะเลาะกันระหว่างเขากับผู้บริหารปากร้ายคนนี้เสียแล้ว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของจอมยุทธ์เสื้อแพรเสมอนะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 1
ศิลปินตัวแสบกับแท่นพิมพ์ที่ร้อนระอุ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!