รอยเลือดสีแดงสดที่ซึมผ่านผ้าก๊อซสีขาวสะอาดบนหลังมือข้างขวาของรวินท์ คือหลักฐานชิ้นดีว่าความดื้อรั้นมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของมูลนิธิศิลปะ บรรยากาศรอบตัวในยามค่ำคืนเงียบสงบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน แต่อุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างคนสองคนกลับพุ่งสูงลิ่วจนแทบหายใจไม่ออก
"ถ้ายังดื้อตวัดพู่กันต่ออีกแค่ห้านาที มือข้างนี้ของคุณคงได้พิการก่อนที่นิทรรศการจะเริ่มจริงๆ แน่"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดเจือกระแสตำหนิ ธามันยืนค้ำโต๊ะทำงานด้วยสองมือ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองศิลปินหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ระหว่างความโมโหกับความระอาใจ สิ่งไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน
รวินท์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้ปลายนิ้วจะระบมจนแทบขยับไม่ได้ แต่รอยยิ้มกวนประสาทก็ยังประดับอยู่บนมุมปากอย่างเคย
"เป็นห่วงผมเหรอครับคุณประธาน? หรือแค่กลัวว่าถ้าผมมือพัง งานที่คุณอุตส่าห์ลงทุนจองคิวไว้มันจะล่มกันแน่?" รวินท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ตามนิสัยปากเก่งที่ไม่เคยยอมลดละให้ใคร แม้สถานการณ์จะตกเป็นรองก็ตาม
ธามันชะงักไปนิด แววตาไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม ชายหนุ่มแค่น “หึ” ออกมาในลำคออย่างหมั่นไส้เต็มประดา
"ปากดีให้มันตลอดเถอะรวินท์ คนหวังดีด้วยดันทำเป็นหาเรื่องใส่ตัว ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ชื่อเสียงของมูลนิธิพลอยด่างพร้อยไปด้วยเพราะจิตรกรมือพิการสติหลุด คิดเหรอว่าผมจะเสียเวลามานั่งเฝ้าคุณถึงดึกดื่นแบบนี้"
"ปากแข็งชะมัด..." รวินท์พึมพำเบาๆ แต่ตั้งใจให้ได้ยิน ชายหนุ่มย่นจมูกใส่คนตัวโตกว่าอย่างหมั่นไส้ไม่แพ้กัน "ปากบอกว่ากลัวเสียชื่อมูลนิธิ แต่ตอนที่ผมสะดุดขาตัวเองเกือบหัวฟาดขอบโต๊ะเมื่อเย็น ใครกันนะที่พุ่งเข้ามาคว้าตัวผมไว้จนข้อเท้าพลิกซะเอง จำไม่ได้เหรอครับ?"
คำพูดนั้นทำเอาธามันถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทฉายแววฮึดฮัดขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงก้าวเท้าเข้าประชิดโต๊ะวาดรูปอย่างรวดเร็ว จนรวินท์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติจากแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
"รวินท์ คุณนี่มัน..." ธามันกัดฟันกรอด ยื่นมือหนาออกไปหมายจะคว้าข้อมืออีกฝ่ายมาตรวจดูแผลให้ชัดเจน แต่ลืมไปว่าคนตรงหน้าไวกว่าเสมอ
"โอ๊ย! เจ็บนะครับคุณ! จะฆ่าตอนผมทางอ้อมหรือไง!" รวินท์แกล้งร้องโอดครวญเสียงหลง พร้อมกับชักมือข้างที่เจ็บหนีทันที ท่าทางสำแดงความเจ็บปวดเกินจริงนั้นทำให้ธามันชะงักค้างด้วยความตกใจ รีบผ่อนแรงและชักมือกลับแทบไม่ทัน
"ผม... เจ็บมากเหรอ? ไหน เอามาดูซิ"
น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ความเย็นชาที่ธามันเพียรสร้างขึ้นมาตลอดพังทลายลงในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นรอยนิ้วมือของตัวเองเผลอไปโดนแผลสดของอีกฝ่าย ดวงตาคู่คมฉายแววสำนึกผิดและความห่วงใยออกมาอย่างปิดบังไม่มิด มันคือความห่วงใยที่จริงใจจนรวินท์ถึงกับนิ่งอึ้งไป
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน รวินท์แหงนหน้ามองผู้ชายมาดขรึมที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของศิลปินหนุ่มกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เคมีบางอย่างที่ทั้งแปลกประหลาดและชวนให้ใจเต้นแรงกำลังก่อตัวขึ้นในพื้นที่แคบๆ ระหว่างพวกเขา
นี่ไม่ใช่การแสดงออกของคนที่กลัวเสียชื่อเสียงมูลนิธิ... แต่มันคือความห่วงใยของคนที่ซ่อนความรู้สึกเอาไว้ใต้ท่าทางปากร้ายต่างหาก
"คุณธาม..." รวินท์กระซิบทักเบาๆ เสียงที่มักจะเจือความกวนประสาทหายIไปไหนหมดก็ไม่รู้ น้ำเสียงตอนนี้กลับมีความนุ่มนวลและสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
ธามันนิ่งค้างไปเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงด้านที่อ่อนแอและเปิดเผยความรู้สึกออกมามากเกินไป ชายหนุ่มเม้มปากแน่น หลบสายตาคู่นั้นที่มองมาอย่างทะลุปรุโปร่ง ร่างสูงค่อยๆ ผอยหลังถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย แต่สายตายังคงไม่ละไปจากมือข้างที่เจ็บของรวินท์
"พรุ่งนี้... หยุดวาดหนึ่งวัน" ธามันพยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเรียบเฉยและเยือกเย็นดังเดิม แม้ใบหูทั้งสองข้างจะขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด "ผมสั่ง ในฐานะประธานมูลนิธิ คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ"
รวินท์หลุดหัวเราะเบาๆ ออกมากับความพยายามกลบเกลื่อนความเขินอายของคนปากแข็ง ดวงตาคู่สวยระยิบระยับด้วยประกายความขบขันและความรู้สึกบางอย่างที่อุ่นวาบขึ้นในอก
"ครับๆ ตามใจคุณประธานเลยครับ ผมจะยอมพักผ่อนตามบัญชาของคุณก็2ได้..." รวินท์ยิ้มมุมปาก ส่งสายตาแพรวพราวให้คนตรงหน้า "แต่ถ้าพรุ่งนี้ผมเหงาจนต้องไปนั่งเฝ้าคุณถึงหน้าห้องทำงานบ้าง ห้ามไล่ผมกลับเด็ดขาดนะ"
ธามันทำหน้าบึ้งตึงใส่คำหยอกเย้านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวใจในอกข้างซ้ายกำลังเต้นระรัวราวกับกลองเพล ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์ม
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งรวินท์และธามันหันขวับไปมองทางประตูพร้อมกัน
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดสูททำงานเข้ารูป ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปื้อนรอยยิ้มหวานหยด แต่แววตาที่มองตรงมายังธามันและรวินท์กลับเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
"ขอโทษที่รบกวนเวลาส่วนตัวนะคะคุณธาม..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมก้าวเข้ามาในห้อง "พอดีฉันเอาเอกสารงบประมาณด่วนมาให้เซ็น... เอ๊ะ หรือว่าฉันเข้ามาผิดจังหวะคะเนี่ย ดูเหมือนว่าพวกคุณกำลังคุยธุระสำคัญกันอยู่พอดี"
รวินท์หุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉย ขณะที่ธามันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิดกับการมาเยือนที่ไม่ดูเวล่ำเวลา
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนจอมยุทธ์เสื้อแพรด้วยดีเสมอมานะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 13
รอยร้าวในกำแพงน้ำแข็ง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!