"สูญเปล่า... ทั้งหมดแปดเดือนที่ผมจมอยู่กับมัน กลายเป็นแค่เศษผ้าใบเปื้อนสีราคาถูกในเวลาไม่ถึงนาทีอย่างนั้นหรือครับคุณธามัน"
น้ำเสียงของรวินท์ไม่ได้สั่นเครือ ความโกรธขอดเกลียวอยู่ก้นบึ้งของดวงตากลมโตคู่นั้น แต่มันถูกกดทับไว้ด้วยความนิ่งสนิทที่น่ากลัว ร่างโปร่งยืนอยู่เบื้องหน้าผลงานชิ้นเอกของตัวเอง—บัดนี้ถูกละเลงด้วยสีน้ำมันสีแดงฉานราวกับรอยเลือดสดๆ สาดกลบภาพทิวทัศน์แห่งความทรงจำจนมืดบอด กลางห้องจัดแสดงนิทรรศการของหอศิลป์ใหญ่ที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมในอีกสามวันข้างหน้า
ธามันก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง ร่างสูงในชุดสูทสีเข้มแผ่ไอความเย็นเยียบออกมาจนอากาศรอบตัวราวกับลดลงหลายองศา ดวงตาคมกริบกวาดมองความเสียหายก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าด้านข้างของศิลปินหนุ่มที่กำลังกัดริมฝีปากแน่น
"อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป รวินท์" ธามันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนากระด้างตามนิสัย แต่สายตาที่ทอดมองอีกฝ่ายกลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้สุดชีวิต "ทีมรักษาความปลอดภัยกำลังเช็คกล้องวงจรปิด ไม่มีทางที่ใครจะเข้ามาทำลายมันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่คนใน"
รวินท์หันขวับมามอง สบตากับคนปากแข็งที่มักจะมีเหตุผลมากลบเกลื่อนความใจดีของตัวเองเสมอ มุมปากอิ่มยกยิ้มหยัน ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความดื้อรั้นท้าทายที่ฉายชัด
"คนใน? หรือคุณกลัวว่าชื่อเสียงมูลนิธิของคุณจะด่างพร้อยมากกว่าที่ภาพของผมจะพังกันแน่ครับ ท่านประธานผู้แสนเยือกเย็น" รวินท์จงใจใช้คำพูดกระแทกกระทั้นเพื่อปกปิดความเจ็บปวดในอก ภาพวาดชิ้นนั้นไม่ใช่แค่ศิลปะ แต่มันคือเศษเสี้ยวชีวิตที่เขาใช้มันเป็น 'เซฟโซน' หลบหนีจากโลกอันโหดร้าย
ธามันขบกรามแน่น สันกรามคมสันนูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความหงุดหงิดพุ่งพล่านไม่ใช่เพราะคำพูดปีนเกลียวของคนตรงหน้า แต่เป็นเพราะหัวใจบ้าๆ ของเขามันดันกระหน่ำเต้นแรงทุกครั้งที่เห็นแววตาไหววับคู่นั้น แม้เจ้าตัวจะพยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนก็ตาม
"ถ้าผมสนใจแค่ชื่อเสียงมูลนิธิ ผมคงสั่งให้คนเก็บกวาดแล้วโยนผ้าใบนี่ทิ้งถังขยะไปตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว ไม่มายืนทนฟังคุณประชดประชันผมอยู่ตรงนี้หรอก" ธามันก้าวเข้าไปประชิดตัวทีละน้อย บีบกรามหนาของรวินท์ให้เงยขึ้นสบตา บังคับให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความจริงจังที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดร้ายกาจ "เลิกทำตัวอวดเก่งแล้วมองหน้าผม รวินท์... งานของคุณยังไม่พัง ถ้าคุณยังเชื่อมั่นในปลายพู่กันของตัวเอง"
ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจกระเจิง รวินท์ชะงักค้าง ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนกับสันจมูกของคนตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือกลิ่นอายความเครียดจากธามันโอบล้อมรอบตัวเขาไว้ ความอึดอัดประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในอก ไม่ใช่ความอึดอัดจากความโกรธ แต่เป็นความตื่นตระหนกที่เกิดจากเคมีบางอย่างที่พุ่งพล่านเกินควบคุม
"ปล่อยนะ..." รวินท์กระซิบเสียงแผ่ว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ละลายหายไปเกือบหมดเมื่อปลายนิ้วอุ่นของธามันเผลอเกลี่ยปัดคราบสีที่เปื้อนข้างแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลาย
"ผมไม่ได้ตั้งใจจะใจร้ายกับคุณในเวลาแบบนี้..." ธามันพึมพำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมเข้มฉายแววอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น จนคนมองถึงกับใจกระตุกวูบ "แต่เห็นคุณทำท่าเหมือนจะแบกโลกไว้ทั้งใบ... มันน่าจับตีให้เข็ดนัก"
"คุณนี่มัน..." รวินท์เม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขารemove ตัวเองถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย แต่ธามันกลับไม่ยอมปล่อยให้เขาก้าวหนีง่ายๆ ร่างสูงตามติดด้วยการคว้าข้อมือเรียวไว้มั่น ไม่แน่นจนเจ็บ แต่กุมไว้ด้วยความทะนุถนอมที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
บรรยากาศในห้องนิทรรศการที่เงียบงัดกลับร้อนระอุขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความรู้สึกบางอย่างที่ทั้งคู่พยายามหลบหลีกมาตลอด กำลังถูกบีบให้เผชิญหน้ากันผ่านเงาสะท้อนของความเสียหายตรงหน้า
"ภาพนี้... ผมจะช่วยคุณซ่อมมันเอง" ธามันเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่น "ในฐานะคนดูแลพื้นที่ และในฐานะ... คนที่ไม่อยากเห็นคุณร้องไห้"
"ผมไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย!" รวินท์รีบสวนกลับทันควัน ใบเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ขอบตาเริ่มร้อนผับด้วยความซาบซึ้งที่ถูกกลบเกลื่อนด้วยฟอร์มจัด "คุณต่างหากที่ตาฝาด ท่านประธาน"
"ปากแข็ง" ธามันแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักสวย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูทรงเสน่ห์จนรวินท์ต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง
ก่อนที่บทสนทนาชวนใจเต้นระทึกจะได้ดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงหอบแฮกก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางประตูทางเข้า
"คุณธามันครับ! แย่แล้วครับ!" เลขาหนุ่มหน้าตาตื่นวิ่งพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ทันได้สังเกตบรรยากาศชวนลุ้นระทึกของคนทั้งคู่ "ทางตำรวจติดต่องมาแล้วครับ... คนที่สาดสีไม่ใช่คนนอก แต่เป็น..."
ธามันขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากรวินท์อย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาดุใส่เลขา "ใคร?"
เลขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เป็น... คุณนภัทร ลูกชายนักสะสมงานศิลปะรายใหญ่ที่เป็นสปอนเซอร์หลักของงานเราครับ และตอนนี้... เขาอยู่ที่สถานีตำรวจแล้วครับ!"
รวินท์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อชื่อของคู่แข่งคนสำคัญหลุดออกมาจากปากเลขา ปลายพู่กันในมือที่ร่วงหล่นไปในใจเมื่อครู่ กลับมากำแน่นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับประกายตาดุดันที่กลับมาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
ธามันหันกลับมามองรวินท์ ชายหนุ่มสบตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความท้าทายอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
"ไป... เราไปเคลียร์บัญชีนี้กันให้จบ"
...และก่อนที่ประตูหอศิลป์จะปิดลง เสียงฝีเท้าอีกคู่ก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ไม่ต้องลำบากไปหาหรอครับ... ผมมาที่นี่แล้ว"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับปลายพู่กันของรวินท์และหัวใจซึนๆ ของคุณธามันด้วยกันเสมอนะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 12
เส้นขนานที่เริ่มขยับเข้าหากัน
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!