เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม•ตอนที่ 9

แววตาที่ซ่อนภายใต้แว่นกันแดด

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
"ถ้าพู่กันด้ามนั้นมันไร้ค่าในสายตาคุณ ทำไมถึงยังต้องขโมยขึ้นมาถือเล่นบนระเบียงส่วนตัวแบบนี้ล่ะครับ ท่านประธานธามัน" เสียงทุ้มกังวานแต่เจือรอยเย้าแหย่ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันของโถงทางเดินชั้นสองที่ทอดตัวยาวขนานกับสวนหย่อมเบื้องล่าง รวินท์ยืนกอดอก แววตาคมกริบฉายประกายท้าทายอย่างชัดเจน แม้ริมฝีปากจะประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาคล้ายคนกำลังดูละครฉากหนึ่ง แต่ดวงตากลับคมกริบราวกับพญาอินทรีที่มองเห็นเหยื่อในกรงเล็บ ธามันชะงักไปเล็กน้อย ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มไร้ที่ติสะดุ้งน้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่จ้องมองเขาอยู่ทุกฝีก้าวอย่างรวินท์ ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงประธานมูลนิธิศิลปะผู้ทรงอิทธิพล ค่อยๆ ลดมือลงจากราวระเบียง พู่กันขนหางม้าสีดำสนิท ด้ามไม้สักแกะสลักลวดลายประณีตที่หายไปจากโต๊ะทำงานของรวินท์เมื่อสามวันก่อน ถูกถือไว้หลวมๆ ระหว่างนิ้วเรียวยาว ปลายนิ้วนั้นยังคงเปื้อนคราบสีน้ำมันสีครามจางๆ "ผมไม่ได้ขโมย" ธามันตอบเสียงเรียบ สีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกตามแบบฉบับเจ้าพ่อความซึน "ผมแค่... เก็บมันได้จากพื้นห้องประชุมเมื่อวาน แล้วบังเอิญถือติดมือขึ้นมาตรวจดูคุณภาพ" "อ๋อ... ตรวจดูคุณภาพด้วยการเอาไปดมและหมุนเล่นแก้เครียดงั้นสินะครับ" รวินท์หัวسเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว "แปลกจังนะครับ คนระดับประธานธามัน ผู้บริหารมูลนิธิศิลปะร้อยล้าน ถึงได้ว่างงานขนาดเอาพู่กันของศิลปินโนเนมมาควงเล่นฆ่าเวลา" ธามันขมวดคิ้วมุ่น ปรายตามองคนตัวเล็กกว่าที่เดินเข้ามาประชิดจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นซิตรัสผสมไม้จันทน์หอมลอยเข้าแตะจมูก แว่นกันแดดทรงนักบินที่รวินท์สวมทับดวงตาไว้ไม่ได้ช่วยบดบังความกวนประสาทที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย หนَซ้ำมันกลับทำให้รวินท์ดูเหมือนพวกนักย่องเบาตัวแสบที่จงใจเข้ามาท้าทายอำนาจมืดเสียมากกว่า "ปากดีไม่เปลี่ยน..." ธามันพึมพำลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองรอยยิ้มเยาะบนเรียวปากอิ่มนั้น "ถ้าคิดว่าพู่กันด้ามนี้มันวิเศษวิโสจนต้องตามมาทวงถึงถิ่น ก็หยิบมันคืนไปสิครับ ถ้าปัญญาถึงนะ" พูดจบ ธามันก็ตั้งใจจะพลิกข้อมือโยนพู่กันคืนให้ส่งๆ แต่จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมบทสนทนากลุ่มใหญ่ก็ดังขึ้นที่หัวบันไดทางขึ้นชั้นสอง "นั่นไงครับคุณกิตติ ประธานธามันคงอยู่แถวนี้แหละ... หืม? ดูนั่นสิครับ นั่นมันไอ้เด็กปากมอมที่มาเปิดบูธขายภาพขยะเปียกในงานวันก่อนนี่นา กล้าดียังไงถึงขึ้นมาเดินป้วนเปี้ยนบนโซนวีไอพีได้เนี่ย?" น้ำเสียงแหลมสูงและเปี่ยมด้วยความเหยียดหยามดังขึ้นขัดจังหวะ กิตติ นักธุรกิจรุ่นใหญ่พุงพลุ้ยในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพง เดินนำหน้ากลุ่มแขกผู้มีเกียรติสามคนตรงดิ่งเข้ามายังระเบียงทางเดิน สีหน้าของกิตติบิดเบี้ยวด้วยความหมั่นไส้ทันทีที่เห็นหน้าคนที่เคยปะทะคารมกันในห้องจัดแสดงนิทรรศการเมื่อสัปดาห์ก่อน รวินท์ถอนหายใจเบาๆ ในใจ เขายังไม่อยากมีเรื่องในตอนนี้ แต่ดูเหมือนว่าความซวยมักจะมีขาเดินมาหาเขาเร็วกว่าที่คิดเสมอ "อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไพร่ไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนสักคนนี่เอง" กิตติหัวเราะเสียงดังในลำคอ กวาดสายตามองรวินท์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "แต่งตัวก็เหมือนพวกกรรมกรแบกหาม กล้าดียังไงถึงบุกรุกขึ้นมาถึงชั้นสองของงานมูลนิธิศิลปะได้? หรือว่าแอบย่องเบาขึ้นมาขโมยของมีค่าไปขายกินล่ะครับ?" บรรยากาศบนระเบียงเงียบกริบลงทันตา แขกคนอื่นๆ ที่เดินตามกิตติมาต่างส่งเสียงหัวเราะคิกคักและซุบซิบกันอย่างสนุกปาก รวินท์เพียงแค่ปรายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียเฉย เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับคำดูถูกพวกนั้นแม้แต่น้อย สำหรับคนปากจัดอย่างรวินท์ คำพูดพวกนี้เป็นแค่เสียงเห่าหอนของสุนัขข้างถนนเท่านั้น แต่ทว่า... มีคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ รวินท์สังเกตเห็นว่าสันจมูกโด่งเป็นสันของธามันเริ่มกระตุก กรามแกร่งขบเข้าหากันจนขึ้นสันนัด ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบเย็นชา บัดนี้กลับฉายแวววาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าน้ำมันเบนซินโดนไฟ "คุณกิตติครับ" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจจนน่ากลัวดังลอดออกมาจากริมฝีปากของธามัน บรรยากาศรอบตัวของประธานหนุ่มลดฮวบลงจนติดลบในชั่วพริบตา ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนกลุ่มคนที่กำลังหัวเราะเยาะถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน กิตติสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อหันไปสบตากับธามัน รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มประจบประแจงทันที "อ้าว ท่านประธานธามันครับ พอดีเลย พวกผมกำลังช่วยไล่พวกไร้มารยาทที่แอบขึ้นมาเกาะแกะบนนี้ให้อยู่พอดี เด็กนี่มัน..." "ผมไม่ได้ถามว่าเขาเป็นใคร" ธามันตัดบทเสียงกร้าว ดวงตาดุดันจ้องเขม็งไปยังนักธุรกิจรุ่นใหญ่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก้าวเท้าเข้ามาขวางคั่นกลางระหว่างรวินท์กับกลุ่มคนเหล่านั้นไว้ด้วยท่าทีปกป้องอย่างชัดเจน "แต่ผมกำลังจะถามคุณว่า... คุณเอาสมองส่วนไหนคิด ถึงกล้าใช้คำพูดต่ำตมแบบนั้นกับแขกคนสำคัญของผม" คำว่า *'แขกคนสำคัญ'* หลุดออกมาจากปากของธามัน ทำเอาทุกคนบนระเบียงถึงกับอึ้งค้าง กิตติหน้าซีดเผือดลงทันที อ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ "คะ... แขกคนสำคัญ? ท่านประธานหมายถึง... ไอ้เด็กนี่เนี่ยนะ?" "ใช่ครับ" ธามันตอบเสียงเฉียบขาด ไหล่กว้างบังร่างเพรียวของรวินท์ไว้มิดชิด "รวินท์ไม่ใช่แค่แขก แต่เขาคือศิลปินเอกที่ผมเชิญมาเป็นกรณีพิเศษ และผลงานของเขาก็มีค่ามากกว่ามูลค่าบริษัทของคุณรวมกันเสียอีก ถ้าคุณยังไม่มีมารยาทพอที่จะให้เกียรติคนอื่น เชิญไสหัวลงไปข้างล่างซะ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ รปภ. โยนพวกคุณออกไปจริงๆ" น้ำเสียงนั้นเด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานีโดยสิ้นเชิง กิตติหน้าเสียจนแทบเขียวคล้ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงกลับสักคำ ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของธามันแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวหนีหายไปจากตรงนั้นอย่างเสียหน้า พร้อมกับกลุ่มแขกที่ทยอยเดินตามลงไปเงียบๆ เมื่อความวุ่นวายหายไป เหลือเพียงความเงียบสงบที่กลับมาเยือนระเบียงชั้นสองอีกครั้ง รวินท์ที่ยืนอยู่ด้านหลังมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งออกตัวปกป้องเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นในอกอย่างประหลาด ธามันถอนหายใจยาวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ "มองอะไรครับ?" ธามันถามเสียงห้วน กลบเกลื่อนความประหม่าที่ตีตื้นขึ้นมาในอก "ผมแค่รำคาญพวกปากพล่อยมารยาททรามแถวนี้ต่างหาก ไม่ได้หมายความว่าผมเข้าข้างคุณหรอกนะ" รวินท์หลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ เจ้าตัวถอดแว่นกันแดดออก หย่อนมันลงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต เผยให้เห็นดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับที่มองตรงมายังเขาอย่างรู้ทัน "ปากบอกว่ารำคาญ แต่เมื่อกี้พุ่งตัวมาบังให้ซะมิดเชียว แถมยังด่ากราดซะไฟลุกท่วมตึกขนาดนั้น..." รวินท์ก้าวเข้าไปประชิดตัวธามันอีกครั้ง จนแผ่นอกแทบจะแนบชิดกับอกแกร่ง ดวงตาคู่สวยพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มขึ้นสีแดงจางๆ ตรงใบหูอย่างสนุกสนาน "นี่ท่านประธาน... แอบห่วงผมเหรอครับเนี่ย?" "ใครห่วงคุณ! เพ้อเจ้อ!" ธามันรีบปฏิเสธเสียงแข็ง ถอยหลังไปก้าวหนึ่งแต่ก็ติดราวระเบียงเสียแล้ว ดวงตาสีเข้มหลบวบไปทางอื่นอย่างคนเสียฟอร์ม "ผมแค่รักษาสิทธิ์ของมูลนิธิศิลปะก็เท่านั้น อย่าสำคัญตัวผิดนักเลยคุณรวินท์" "อ๋อเหรอครับ..." รวินท์ยิ้มกริ่ม ขยับเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของคนปากแข็ง น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทำเอาหัวใจของคนฟังกระตุกวูบ "งั้นพู่กันด้ามนั้น... ที่ยังอยู่ในมือคุณล่ะ จะคืนให้ผมดีๆ หรือต้องให้ผมทวงด้วยวิธีอื่นครับ... ท่านประธานคนซึน?" ธามันสะดุ้งเฮือก ก้มลงมองพู่กันในมือที่ตัวเองยังถือไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า หัวใจในอกเต้นรำกระหน่ำจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน และก่อนที่ธามันจะทันได้หาคำพูดคมๆ มาเถียงกลับเพื่อกู้ฟอร์ม รวินท์ก็เอื้อมมือเรียวเข้ามาฉวยด้ามพู่กันออกจากมือเขาอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรียวเฉียดผ่านฝ่ามืออุ่นจัดของธามันช้าๆ จงใจทิ้งสัมผัสแผ่วเบาที่ทำเอาลมหายใจของประธานหนุ่มสะดุดกึก รวินท์ถอยหลังออกไปสองก้าว ชูพู่กันในมือหมุนเล่นไปมาอย่างอารมณ์ดี ดวงตาพราวระยับมองตรงมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับ... ไว้คราวหน้า ถ้าอยากได้พู่กันของผมอีก ไม่ต้องขโมยขึ้นมาบนนี้หรอกครับ... แค่บอกผมตรงๆ ผมยินดี *'วาดภาพให้คุณดูฟรีๆ'* สดๆ สักห้องนอนเลยล่ะครับ" พูดจบ ศิลปินตัวแสบก็หมุนตัวเดินฮัมเพลงจากไป ทิ้งให้ธามันยืนนิ่งค้างอยู่ตรงระเบียง ลมหายใจสะดุดติดขัด ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงก่ำลามไปถึงต้นคอ ยิ่งนึกถึงประโยคเชื้อเชิญกำกวมเมื่อครู่ หัวใจเจ้ากรรมก็ยิ่งเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก *ให้ตายเถอะ... เด็กนี่มันอันตรายต่อหัวใจเขาเกินไปแล้ว!* --- ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของจอมยุทธ์เสื้อแพรเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือปลายพู่กันของผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%